กทม.ชี้แจงข่าวร้องเรียน ประจำวันพฤหัสบดีที่ 8 เมษายน 2564

เผยแพร่โดย : น.ส.สุนิตา ฉลาด (นักศึกษาฝึกงาน) | 8 เมษายน 2564 | จำนวนเข้าชม 19 ครั้ง

 เข้มงวดตรวจสอบความปลอดภัยอาคารที่ก่อสร้างเกิน 10 ปี - เตรียมจัดเก็บข้อมูลอาคารรูปแบบดิจิทัล
          นายไทวุฒิ ขันแก้ว ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กทม. กล่าวกรณีในสื่อออนไลน์เสนอให้เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบความปลอดภัยอาคารที่ก่อสร้างมาเกิน 10 ปี รวมทั้งปรับปรุงการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอาคารเพื่อความสะดวกในการค้นหาว่า สำนักการโยธาและสำนักงานเขตได้เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบความปลอดภัยอาคารที่ก่อสร้างมานานเกิน 10 ปี โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอาคารที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ดัดแปลง ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ส่วนอาคารที่ก่อสร้างแล้วเสร็จตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฯ มิได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปตรวจสอบอาคารได้ แต่หากมีเหตุสงสัยว่ามีการต่อเติม หรือดัดแปลงอาคารให้ผิดไปจากแบบที่ได้รับอนุญาต เช่น มีการแจ้งเบาะแส หรือร้องเรียน เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ จึงต้องขอความร่วมมือประชาชนมีส่วนร่วมช่วยกันดูแลอาคารในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคารฯ และกฎกระทรวงกำหนดประเภทอาคารที่ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบ พ.ศ.2548 กำหนดให้อาคาร 9 ประเภท ได้แก่ อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ อาคารชุมนุมคน โรงมหรสพ โรงแรมที่มีห้องพักตั้งแต่ 80 ห้องขึ้นไป อาคารชุดและอาคารอยู่อาศัยรวมที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป โรงงานที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตรและมีความสูงมากกว่า 1 ชั้นขึ้นไป สถานบริการที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 200 ตารางเมตรขึ้นไป ป้ายบนดินที่มีความสูงตั้งแต่ 15 เมตร หรือมีพื้นที่ตั้งแต่ 50 ตารางเมตรขึ้นไป และป้ายบนอาคารที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 25 ตารางเมตร ต้องจัดให้มีผู้ตรวจสอบอาคารด้านวิศวกรรมหรือสถาปัตยกรรม ตรวจสอบสภาพอาคาร โครงสร้างของอาคาร อุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ ระบบการเตือน การป้องกันและระงับอัคคีภัยประจำทุกปี
          ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กทม. กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนการจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับอาคาร สำนักการโยธาได้เริ่มดำเนินโครงการจัดเก็บข้อมูลอาคารในรูปแบบดิจิทัล ประกอบด้วย การเก็บข้อมูล แผนที่ ภาพถ่าย ผังบริเวณ แบบแปลนของอาคารที่เข้าข่ายต้องตรวจสอบอาคาร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถรวบรวมข้อมูลอาคารได้ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ

 กทม.ดำเนินมาตรการเชิงรุกควบคุมโควิด-19 ในสถานบันเทิง
          นางป่านฤดี มโนมัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. กล่าวกรณีที่ประชุมคณะกรรมการวิชาการตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) กระทรวงสาธารณสุข เตรียมเสนอให้ปรับพื้นที่กรุงเทพฯ ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และนครปฐม เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด (สีแดง) เนื่องจากพบการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นกลุ่มก้อน (คลัสเตอร์) ที่มีความเชื่อมโยงกับสถานบันเทิงและมีแนวโน้มจะสูงขึ้นว่า สำนักอนามัยได้เตรียมความพร้อมมาตรการเชิงรุก เพื่อควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีความเชื่อมโยงกับสถานบันเทิง โดยจัดระบบเฝ้าระวังและตรวจสอบสถานประกอบการในกลุ่มสถานบันเทิง ผับ บาร์ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวกลางคืนต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคตามที่ทางราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด ได้แก่ เว้นการพูดคุยกับพนักงานในร้านที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า รักษาระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตร ขณะเดียวกันได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความถี่ตรวจสอบสถานประกอบการต่าง ๆ ให้ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด เช่น การเปิดร้านไม่เกินเวลา 21.00 น. ไม่ให้มีผู้นั่งต่อในร้านหลังเวลาดังกล่าว จำกัดผู้เข้าใช้สถานที่ให้สามารถรองรับคนได้ 4 ตารางเมตร/คน จัดระบบระบายอากาศให้ดีและทำความสะอาดจุดสัมผัส เช่น ลูกบิดประตู ปุ่มกดลิฟต์สม่ำเสมอ นอกจากนั้น ยังได้รณรงค์สร้างความตระหนักและเน้นย้ำให้ประชาชนร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัดทุกประเภท หากจำเป็นให้ใส่หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา
          นายศุภกฤต บุญขันธ์ ผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ กทม. กล่าวว่า ตามที่ กทม.ได้มีประกาศสั่งปิดสถานที่เป็นการชั่วคราวในพื้นที่เขตวัฒนา เขตคลองเตย และเขตบางแค สำนักเทศกิจได้จัดเจ้าหน้าที่ชุดตรวจบูรณาการ เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสถานประกอบการ ทั้งร้านอาหาร สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ ที่มีคำสั่งปิด มิให้ฝ่าฝืนคำสั่ง ขณะเดียวกันจะเพิ่มความถี่ตรวจสอบการเปิดให้บริการร้านอาหารและสถานประกอบกิจการตามเวลาที่กำหนด แนะนำมาตรการป้องกันโรคให้ผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการถือปฏิบัติ เช่น การดำรงชีวิตให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตปกติในรูปแบบใหม่ (New Normal) และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันสุขอนามัยส่วนบุคคล (D-M-H-T-T) ได้แก่ การเว้นระยะห่างทางสังคม (Distancing) การสวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า (Mask wearing) จัดให้มีเจล หรือแอลกอฮอล์ล้างมือประจำร้าน (Hand washing) รวมถึงกำชับให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ และข้อกำหนดที่ออกตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในร้านอาหารและสถานประกอบกิจการอื่น เช่น สถานบันเทิง ผับ บาร์ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคและผู้ใช้บริการ โดยระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 4 เมษายน 2564 ได้ตรวจสถานประกอบการร้านอาหาร สถานบันเทิง ผับ บาร์ ที่ได้รับการผ่อนปรนให้เปิดกิจการไปแล้วทั้งหมด 14,914 แห่ง นอกจากนี้ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์จะเพิ่มการตรวจสอบโดยเฉพาะจุดบริการประชาชนที่เดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ให้ปฏิบัติมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 และตามที่กระทรวงสาธารณสุขและ กทม.กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด