ฝุ่นพิษพุ่ง 38 จุด คนกรุงอ่วม หมอเตือนรับมือ

เผยแพร่โดย : ธนรัตน์ เทียนประทีป | 9 มกราคม 2563 | จำนวนเข้าชม 20 ครั้ง

 

          กทม.ขึนที่3 'อากาศ'แย่!
          กทม.ปริมณฑลวิกฤติ ฝุ่นละอองขนาดเล็กคลุมเมือง38 จุด ค่าพีเอ็ม2.5 เกินมาตรฐานหรือเป็นพื้นที่สีส้ม คุณภาพอากาศปานกลาง เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ขณะที่  "คพ." เปิดแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ แนะเลี่ยงทำกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ-เด็ก-คนป่วยทางเดินหายใจ ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันหากต้องออกจากบ้าน สั่งแพทย์เตรียมพร้อมรับมือทันที "กทม." เผยติดอันดับ 3 อากาศแย่สุดในโลก
          เมื่อเวลา 07.00  น. วันที่ 8 ม.ค. กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รายงานสถานการณ์คุณภาพอากาศ ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือพีเอ็ม 2.5 ในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล โดยคุณภาพอากาศอยู่ในระดับคุณภาพปานกลาง ถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดย  คพ. ร่วมกับ กทม. ติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศในจำนวน  49 สถานี ตรวจวัดค่าได้  40-71 มคก./ลบ.ม. (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม) โดยปริมาณฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อวันที่ 7 ม.ค. โดยพบพื้นที่มีปริมาณฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน และเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 38 พื้นที่ (พื้นที่สีส้ม)
          อาทิ 1.บริเวณริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน  กทม. 2.แขวงบางนา เขตบางนา 3.ริมถนนพระราม 4 เขตปทุมวัน 4.ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี  5.ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง  6.ริมถนนดินแดง เขตดินแดง 7.แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง  8.ต.นครปฐม อ.เมืองนครปฐม 9.ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 10.ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 11.ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ 12.ต.บางโปรง อ.เมืองสมุทรปราการ 13.ต.ปากน้ำ อ.เมืองสมุทรปราการ 14.ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร 15.เขตสัมพันธวงศ์ 16.เขตปทุมวัน 17.เขตบางรัก 18.เขตบางคอแหลม 19.เขตยานนาวา 20.เขตบางกะปิ 21.เขตคลองสาน 22.เขตบางกอกน้อย 23.เขตภาษีเจริญ 24.เขตบางเขน 25.เขตบางพลัด 26.เขตบางขุนเทียน 27.เขตพระนคร 28.เขตธนบุรี 29.เขตคลองเตย 30.เขตบางซื่อ 31.เขตหลักสี่ 32.เขตบึงกุ่ม 33.เขตสวนหลวง 34.เขตคลองสามวา เป็นต้น
          ทั้งนี้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว ควรลดเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้  คพ. ยังคงรายงานสถานการณ์และแจ้งประสานข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการควบคุมกำกับดูแลภารกิจตามมาตรการภายใต้แผนปฏิบัติการ ขับเคลื่อนวาระแห่งชาติอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นละอองให้กลับสู่ปกติประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพ อากาศแบบเรียลไทม์ได้ทางเว็บไซต์ air4thai.com แอพพลิเคชั่น Air4Thai และhttp://bangkokairquality.com
          ขณะที่ข้อมูลจากแอพพลิเคชั่น Air Visual ระบุว่าสภาพอากาศของกรุงเทพ มหานคร ตามมาตรฐาน US AQI  อยู่ที่ 185 เทียบเท่าค่าพีเอ็ม 2.5 ที่ 119.9 มคก./ลบ.ม. ติดอันดับที่ 3 ของเมืองที่มีคุณภาพอากาศ "แย่ที่สุดในโลก" เมื่อเทียบกับข้อมูลของวันที่ 7 ม.ค. ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน พบว่าสภาพอากาศกรุงเทพมหานคร ตามมาตรฐาน US AQI  อยู่ที่ 164 เทียบเท่าค่าพีเอ็ม 2.5 ที่ 57.8 มคก./ลบ.ม. ติดอันดับที่ 9 ของเมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลก โดยดัชนีคุณภาพอากาศคือระบบสำหรับการรายงานความรุนแรงของระดับคุณภาพอากาศ โดยระดับ 0-50 แสดงถึงอากาศดี ระดับ 51-100 แสดงถึงอากาศปานกลาง ระดับ 101-150 แสดงถึงอากาศไม่ดีต่อสุขภาพ สำหรับกลุ่มที่อ่อนไหว ระดับ 151-200 แสดงถึงอากาศไม่ดีต่อสุขภาพ ระดับ 201-300 แสดงถึงไม่ดีต่อสุขภาพมาก และระดับ 301-500 แสดงถึงอากาศที่เป็นอันตราย ซึ่งในช่วงเวลาเพียง 1 วัน คุณภาพอากาศของกทม.อยู่ในขั้นวิกฤติรุนแรง โดยขยับขึ้นติดอันดับคุณภาพอากาศแย่แบบก้าวกระโดดถึง 6 อันดับ ประชาชนควรตื่นตัวให้ความสำคัญ และติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
          นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุง เทพมหานคร เปิดเผยว่า จากรายงานสถาน การณ์ฝุ่นละอองในพื้นที่ กทม. สรุปผลการตรวจวัดค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง พบว่าเกินมาตรฐานคุณภาพอากาศปานกลาง เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ จำนวน 22 พื้นที่ ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังและรักษาสุขภาพของตนเอง ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ  เด็ก และผู้ป่วยทางเดินหายใจ ให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากเกิดความจำเป็นที่ต้องออกพื้นที่กลางแจ้ง
          ด้าน นายชวินทร์ ศิรินาค ผอ.สำนักอนามัย กทม. ระบุว่า สำนักอนามัยได้เตรียมรณรงค์สร้างความตระหนัก ให้ประชาชนป้องกันดูแลตนเองจากฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 รวมทั้ง มีการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อให้บริการประชาชนที่ได้รับผล กระทบทางสุขภาพ โดยมอบหมายให้กองควบคุมโรคติดต่อ เตรียมพร้อมในการป้องกันและเฝ้าระวังอันตรายจากภาวะฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เกินค่ามาตรฐานกำหนด ขอความร่วมมือไปยังศูนย์บริการสาธารณสุขทั้ง 68 แห่ง ดำเนินการ ดังนี้ ในช่วงค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ให้ความรู้ในการป้องกันและดูแลตนเอง จากภัยหรืออันตรายจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก ส่วนในช่วงสถานการณ์ฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน เจ้าหน้าที่ต้องให้ความรู้และเฝ้าระวังแก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง โดยบุคลากรศูนย์บริการสาธารณสุข และอาสาสมัครสาธารณสุข สำนักอนามัย จะออกหน่วยแพทย์และสาธารณสุขเคลื่อนที่ จัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ เพื่อบรรเทาปัญหาทำให้ประชาชนรู้จักดูแลตนเองหากเกิดสถานการณ์ขึ้น สำหรับบรรยากาศทั่วไปผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนส่วนใหญ่เมื่อออกจากบ้านได้สวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก