BMA Radio Online
คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์
ส่วนสมาชิก
ลงทะเบียน



ข่าวผู้บริหาร

ผู้ว่าฯ อัศวิน เปิด 3 ช่องทาง พร้อมรับข้อเสนอแนะ แนวทางการพัฒนาเมืองจากทุกภาคส่วน


(23 มิ.ย. 60) เวลา 09.30 น. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการบริหารงานพัฒนาเมือง (มหานครรุ่นที่ 5) เพื่อพัฒนานักบริหารระดับสูงในทุกภาคส่วนให้เป็นผู้นำทางความคิดในการพัฒนาเมือง สร้างแนวทาง ทัศนคติและสร้างเครือข่ายนักพัฒนาเมือง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน โดยการอบรมในหลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ความเข้าใจในภาพรวมการพัฒนามหานคร บทบาทของกรุงเทพมหานครในการบริหารจัดการกรุงเทพมหานครและความร่วมมือในการบูรณาการการพัฒนาและบริหารจัดการระหว่างกรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อันจะเป็นการสร้างเครือข่ายในการบริหารจัดการและการพัฒนากรุงเทพมหานครด้านต่างๆ อย่างเป็นระบบต่อไป โดยมี ร.ต.ต.เกรียงศักดิ์ โลหะชาละ ประธานสภากรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ผู้อำนวยการวิทยาลัยพัฒนามหานคร และผู้เข้ารับการอบรม ประกอบด้วย ผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ สถาบัน องค์กร ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนากรุงเทพมหานคร จำนวน 100 คน ร่วมพิธีเปิด ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม. ทั้งนี้การอบรมกำหนดระหว่างวันที่ 23 มิ.ย. - 2 พ.ย.60 รวม 156 ชั่วโมง ทุกวันเสาร์เวลา 09.00–16.30 น. มีกิจกรรมภาควิชาการและภาคการศึกษาดูงานภายในประเทศ

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านการบริหารงานพัฒนาเมือง ได้เปิดการอบรมรุ่นแรกตั้งแต่ปี 2553 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานักบริหารระดับสูงในทุกภาคส่วนให้เป็นผู้นำทางความคิด ตลอดจนสร้างเครือข่ายนักพัฒนาเมืองจากทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันพัฒนากรุงเทพมหานครอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน โดยเน้นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เข้ารับการอบรมและวิทยกรผู้ทรงคุณวุฒิ โดยใช้พื้นฐานความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของผู้เข้าอบรมแต่ละท่าน ในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาการเรียนรู้และสร้างความเข้าใจเชิงลึกในการบริหารงานพัฒนาเมือง เพื่อนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมไปใช้ในการบูรณาการงาน รวมทั้งบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนสร้างสรรค์งานเพื่อคุณประโยชน์แก่สังคมอันจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนากรุงเทพมหานครของเราให้เจริญก้าวหน้าด้วยความมั่นคง พร้อมมุ่งสู่การเป็นมหานครเพื่อทุกคนอย่างยั่งยืนต่อไป

“ผมได้เปิดช่องทางการติดต่อสื่อสารเพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามภารกิจ การทำงาน รวมถึงเสนอแนะแนวทางการพัฒนากรุงเทพฯ ประกอบด้วย Facebook : ผู้ว่าฯ อัศวิน การบอกเล่าเรื่องราวการทำงาน แอพลิเคชั่นไลน์อัศวินคลายทุกข์ Line id : @aswinbkk รับเรื่องราวร้องทุกข์ และ WEB BLOG “ตะลุยกทม.กับผู้ว่าฯ อัศวิน” http://www.aswinbkk.com บอกเล่าเรื่องราว สถานที่ท่องเที่ยว สถานที่สำคัญของกรุงเทพฯ ย่านการค้า และอาหารการกินที่น่าสนใจ โดยหากท่านผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเสนอแนะแนวทางการทำงานพัฒนากรุงเทพมหานครก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวย้ำ

----------------- (ฐปนรรฆ์...กปส. รายงาน)


 

สร้างนักบริหารเมืองหลวงมืออาชีพ รับกระแสการเปลี่ยนแปลงโลก


(22 มิ.ย. 60) เวลา 13.00 น. ณ โรงแรมเดอะทวิน ทาวเวอร์ เขตปทุมวัน : น.ส.ปราณี สัตยประกอบ รองปลัดกรุงเทพมหานคร บรรยายหัวข้อ “การบริหารจัดการในกระแสการเปลี่ยนแปลงโลก” แก่ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรนักบริหารมหานครระดับสูง รุ่นที่ 12 ซึ่งเป็นข้าราชการกรุงเทพมหานครตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น อำนวยการระดับต้น อำนวยการระดับสูง และผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภายนอกและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถวิเคราะห์และเสนอแนวทางการบริหารจัดการมหานครในมิติต่างๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานของเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการให้บริการสาธารณะ ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครน่าอยู่อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ รองปลัดกรุงเทพมหานครได้กล่าวถึงพัฒนาการของประเทศไทยตั้งแต่ยุคไทยแลนด์ 1.0 หรือยุคเกษตรกรรมมาจนถึงปัจจุบัน และการเปลี่ยนผ่านจากไทยแลนด์ยุค 3.0 สู่ยุค 4.0 ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์เชิงนโยบายที่เปลี่ยนเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม สังคมที่เทคโนโลยีมีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทุกสิ่งเชื่อมโยงกันด้วยระบบอินเตอร์เน็ต (Internet of Things) และการบริหารคนในยุค 4.0 นอกจากนี้ยังได้นำเสนอแนวทางการพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นมหานครแห่งคุณภาพชีวิตที่ดีและมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม การพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาและการเรียนรู้ของประชาชน การสร้างความเข้มแข็งทางครอบครัว สังคม และสวัสดิการสังคมสงเคราะห์ การพัฒนาด้านกีฬา นันทนาการ และการท่องเที่ยว การพัฒนาสุขภาพและสร้างสังคมแห่งสุขภาวะ และการพัฒนาความปลอดภัยและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง ตามนโยบายของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานด้านต่างๆ เพื่อร่วมกันพัฒนากรุงเทพมหานครและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นไทยแลนด์ 4.0

----------------- (ภวนพร...กปส. รายงาน)


 

มอบโล่เกียรติคุณและยินดีกับนักเรียนและโรงเรียนในสังกัดกทม. ที่ได้คะแนนเฉลี่ยผลการสอบ O-NET สูง

(22 มิ.ย. 60) เวลา 13.45 น. นางวรรณวิไล พรหมลักขโณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีมอบโล่เกียรติคุณและหนังสือรับรองแก่โรงเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ยผลการสอบ O-NET สูงกว่าระดับประเทศทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โรงเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ยผลการสอบ O-NET สูงกว่าร้อยละ 50 ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ โรงเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ยผลการสอบ O-NET สูงกว่าระดับประเทศทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ต่อเนื่อง 3-5 ปี และนักเรียนที่สอบ O-NET ได้คะแนนเต็ม ปีการศึกษา 2559 โดยมี นายศุภพงษ์ กฤษณพันธุ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารสำนักการศึกษา คณะผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียนและผู้ปกครอง ร่วมพิธี ณ ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า)

การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET เป็นการทดสอบที่ได้มาตรฐาน ผลการทดสอบเป็นที่ ยอมรับกันทั่วไป ซึ่งกรุงเทพมหานครได้ประกาศเป็นนโยบายให้นักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทุกคนต้องเข้ารับการทดสอบใน 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนาธรรม และภาษาอังกฤษ โดยในปีการศึกษา 2559 มีนักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครเข้าสอบ O-NET รวม 42,928 คน แบ่งเป็น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 33,856 คน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 8,277 คน และชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 6 จำนวน 795 คน ซึ่งผลของการทดสอบพบว่ามีนักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สอบได้คะแนนเต็ม วิชาคณิตศาสตร์ จำนวน 73 คน วิชาภาษาอังกฤษ จำนวน 15 คน และได้คะแนนเต็มทั้งวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ จำนวน 6 คน รวมทั้งสิ้น 94 คน นอกจากนักเรียนแล้ว โรงเรียนที่ส่งนักเรียนเข้ารับการทดสอบระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีจำนวน 430 โรงเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีจำนวน 108 โรงเรียน และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีจำนวน 9 โรงเรียน ซึ่งผลของการทดสอบพบว่า โรงเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ยผลการสอบ O-NET สูงกว่าระดับประเทศทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ปีการศึกษา 2559 จำนวน 53 โรงเรียน โรงเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ยผลการสอบ O-NET สูงกว่าร้อยละ 50 ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ปีการศึกษา 2559 จำนวน 1 โรงเรียน โรงเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ยผลการสอบ O-NET สูงกว่าระดับประเทศทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ต่อเนื่อง 5 ปี จำนวน 12 โรงเรียน โรงเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ยผลการสอบ O-NET สูงกว่าระดับประเทศทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ต่อเนื่อง 4 ปี จำนวน 1 โรงเรียน และ โรงเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ยผลการสอบ O-NET สูงกว่าระดับประเทศทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ต่อเนื่อง 3 ปี จำนวน 1 โรงเรียน

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับทราบถึงความรู้ความสามารถของนักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่สอบได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน เป็นจำนวนถึง 94 คน ในการสอบ O-NET ปีการศึกษา 2559 ซึ่งเป็นการทดสอบระดับชาติ ที่ใช้ข้อสอบค่อนข้างยากมาก ในวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ ซึ่งในจำนวนนี้มีนักเรียน 6 คน ที่ได้คะแนนเต็มทั้ง 2 วิชา จากนักเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่เข้าสอบทั้งสิ้น 33,856 คน จึงปรารถนาให้นักเรียนทั้ง 94 คนตระหนักถึงความภาคภูมิใจของผู้ปกครองและครูที่มีต่อความสำเร็จของนักเรียน ในครั้งนี้และนำไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในการศึกษาต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้นต่อไป

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความรู้ความสามารถของนักเรียนแล้วยังได้ทราบถึงความเอาใจใส่ของโรงเรียนในการพัฒนาลูกศิษย์ของตน จนทำให้ผลการทดสอบ O-NET ปีการศึกษา 2559 ได้คะแนนเฉลี่ยสูงกว่าระดับประเทศทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ จำนวน 53 โรงเรียน สูงกว่าร้อยละ 50 ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ 1 โรงเรียน และโรงเรียนที่ได้คะแนน เฉลี่ยสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยระดับประเทศทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่อเนื่อง 3-5 ปี จำนวน 14 โรงเรียน รวมทั้งหมด 68 โรงเรียน จึงขอเรียนว่า ทั้ง 68 โรงเรียนเป็นความภาคภูมิใจของกรุงเทพมหานครในความอุตสาหะของโรงเรียนเป็นอย่างมาก

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในตอนท้ายว่า โล่เกียรติยศและหนังสือรับรองที่มอบให้ทุกคนในวันนี้ ถือเป็นเกียรติแห่งความพากเพียร อุตสาหะ วิริยะ ในการประกอบกิจจนเกิดความสำเร็จ จึงขอให้ทุกคนรักษาความดีแห่งเกียรตินี้ไว้ หากยังมีสิ่งใดที่อาจขาดตกบกพร่องอยู่ ขอให้เพิ่มความพยายามพัฒนาผลงานสูงขึ้นไปอีก และขอโอกาสนี้ฝากไปยังโรงเรียนอื่นๆ ในสังกัดกรุงเทพมหานคร ขอเป็นกำลังใจให้เร่งพัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนและได้รับเกียรติเช่นทุกคนในวันนี้ในโอกาสต่อๆ ไป

------------------ (อรรจน์ชญาณ์... กปส. รายงาน)


 

เดินหน้าตอกเข็มศูนย์เวชศาสตร์การกีฬา รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ คืบหน้ากว่า 8%


(22 มิ.ย. 60) เวลา 10.30 น. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ โดยมีคณะผู้บริหารข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักการโยธา สำนักการแพทย์ บริษัท อาคาร33 จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและรายงานความคืบหน้า ณ ห้องประชุมบริเวณสถานที่ก่อสร้าง โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เขตบางคอแหลม

กรุงเทพมหานครได้ดำเนินโครงการก่อสร้างศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและเวชศาสตร์ฟื้นฟู หอพักแพทย์ หอพักพยาบาล และอาคารจอดรถยนต์ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เริ่มสัญญา 23 ก.ย. 59 สิ้นสุดสัญญา 7 ก.ย. 62 รวมระยะเวลา 1,080 วัน ผู้รับจ้าง บริษัท อาคาร 33 จำกัด รายละเอียดการก่อสร้างประกอบด้วย อาคารที่จอดรถยนต์ใต้ดิน 2 ชั้น (จอดรถได้ 453 คัน) อาคารเวชศาสตร์การกีฬาสูง 2 ชั้น อาคารเวชศาสตร์ฟื้นฟูสูง 6 ชั้น อาคารหอพักพยาบาลสูง 8 ชั้น อาคารจอดรถยนต์และหอพักแพทย์สูง 15 ชั้น (จอดรถได้ 356 คัน) และสระว่ายน้ำ (วารีบำบัด) ปัจจุบันผลงานที่ทำได้ประมาณ 8.64% ทั้งนี้เมื่อโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะสามารถอำนวยความสะดวก และเพิ่มช่องทางในการให้บริการตรวจรักษาโรคแก่ประชาชนในพื้นที่เขตบางคอแหลมและบริเวณใกล้เคียงต่อไป

----------------- (จิรัฐคม...กปส. รายงาน)


 

กทม. เสริมผิวจราจรแก้ปัญหาน้ำท่วมขังย่านคลองเตยและวัฒนา


(22 มิ.ย. 60) เวลา 08.30 น. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายสาโรจน์ สามารถ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจติดตามการเสริมผิวจราจรเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณจุดอ่อนน้ำท่วมในพื้นที่เขตคลองเตยและเขตวัฒนา ประกอบด้วย ถนนพระรามที่ 3 บริเวณหน้าตลาดปีนัง และถนนสุนทรโกษา บริเวณห้าแยก ณ ระนอง ซอยสุขุมวิท 22 ถนนพระรามที่ 4 ถึงบริเวณแยกซอยสุขุมวิท 2 เขตคลองเตย ซอยสุขุมวิท 29 บริเวณแยกพร้อมศรี จากซอยพร้อมมิตร ถึงซอยอนุบาลมิตรเด็ก เขตวัฒนา โดยมีนายณรงค์ เรืองศรี นายพานุรักษ์ กลั่นนุรักษ์ รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ นางอัจฉราวดี ชัยสุวิรัตน์ ผู้อำนวยการเขตคลองเตย ว่าที่ร้อยตรีบุญธรรม หุยประเสริฐ ผู้อำนวยการเขตวัฒนา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักการระบายน้ำ สำนักการโยธา สำนักงานเขตคลองเตย สำนักงานเขตวัฒนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่

กรุงเทพมหานคร โดยสำนักการระบายน้ำ สำนักการโยธา และสำนักงานเขตพื้นที่ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณจุดอ่อนน้ำท่วม ซึ่งพื้นถนนในบริเวณดังกล่าวมีสภาพเป็นแอ่งกระทะ เมื่อเกิดฝนตกลงมาปริมาณมาก ทำให้เกิดน้ำท่วมขังเนื่องจากน้ำไม่สามารถไหลลงท่อระบายน้ำได้ กรุงเทพมหานครจึงได้ดำเนินการแก้ปัญหาโดยการเสริมผิวจราจรให้สูงขึ้น เพื่อให้น้ำจากผิวจราจรระบายลงท่อระบายน้ำได้สะดวกยิ่งขึ้น ประกอบด้วย ถนนพระรามที่ 3 บริเวณหน้าตลาดปีนัง ถนนสุนทรโกษา บริเวณห้าแยก ณ ระนอง เขตคลองเตย ดำเนินการปูแอสฟัลท์ผสมร้อน หนาประมาณ 5-10 ซม. ซอยสุขุมวิท 22 ถนนพระรามที่ 4 ถึงบริเวณแยกซอยสุขุมวิท 2 เขตคลองเตย ดำเนินการปูแอสฟัลท์ผสมร้อน หนาประมาณ 10 ซม. ซอยสุขุมวิท 29 บริเวณแยกพร้อมศรี จากซอยพร้อมมิตร ถึงซอยอนุบาลมิตรเด็ก เขตวัฒนา ดำเนินการปูแอสฟัลท์ผสมร้อน หนาประมาณ 7.5 ซม. ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการปูแอสฟัลท์เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ลงพื้นที่เดินตรวจความเรียบร้อยบริเวณถนนดังกล่าวที่ได้ดำเนินการเสริมผิวจราจรปูแอสฟัลท์แล้ว พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการปรับปรุงแก้ไขในจุดที่ไม่เรียบร้อย เช่น ตะแกรงเหล็ก และฝาท่อระบายน้ำที่แอสฟัลท์ อุดตันอยู่ การเปลี่ยนตะแกรงเหล็กที่ผุพัง ซ่อมแซมทางเท้าที่ชำรุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ ตลอดจนเพื่อความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวในการสัญจรไป-มา

----------------- (จิรัฐคม...กปส. รายงาน)


 

“ผู้ว่าฯ อัศวิน”ปลื้ม เด็กนักเรียนกทม. เก่งไม่เป็นรองใคร ผ่านด่านสุดหินคัดตัวแทนร่วมงานลูกเสือนานาชาติที่สหรัฐฯ


(21 มิ.ย. 60) ณ ศาลาว่าการกทม. : พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มอบโอวาทแก่ ด.ญ.ประภาภัทร ยิ้มน้อย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (โครงการห้องเรียนสองภาษา) โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ เขตจตุจักร ในโอกาสได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือนานาชาติ (2017 National Scout Jamboree) ระหว่างวันที่ 17-30 ก.ค. 60 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีนางวรรณวิไล พรหมลักขโณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายศุภพงษ์ กฤษณพันธุ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวปราณี สัตยประกอบ นายจรูญ มีธนาถาวร รองปลัดกรุงเทพมหานคร นางชนัญยา จาดชนบท ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา และนางทรายทอง ตรีสัตยกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ ร่วมแสดงความยินดี

ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจของกรุงเทพมหานคร ที่นักเรียนในสังกัดฯ ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือโลก และเป็นที่น่าปลาบปลื้มใจมากยิ่งขึ้น เมื่อ ด.ญ.ประภาภัทร ยิ้มน้อย หรือ “น้องแบม” เป็นผลผลิตของกทม. โดยแท้ เพราะทั้งพ่อแม่ของน้องเป็นบุคลากรของกทม. ด้วยกันทั้งคู่ การที่น้องแบมได้รับการคัดเลือกครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกของนักเรียน กทม. ที่มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว และเมื่อมีการเริ่มต้นแล้ว ตนเชื่อว่าก็จะนำไปสู่โอกาสที่ดีของนักเรียนกทม. คนอื่นๆ ต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ขอให้น้องแบมตั้งใจเรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด นอกจากนี้ทราบมาว่าน้องแบมอยากเป็นคุณครู ดังนั้นกทม. ก็จะพยายามสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อสร้างเด็กที่มีความสามารถคนนี้ให้กลายแม่พิมพ์ที่ดีของชาติในอนาคต รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียนกทม. คนอื่นๆ ด้วย

สำหรับ ด.ญ.ประภาภัทร ยิ้มน้อย หรือน้องแบม เป็นบุตรของบุคลากรกรุงเทพมหานคร โดยบิดาเป็นพนักงานขับรถยนต์ และมารดาเป็นพนักงานกวาด สังกัดสำนักงานเขตจตุจักร ทั้งนี้ก่อนที่น้องแบมจะได้รับคัดเลือกจากสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้เข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือนานาชาติ (2017 National Scout Jamboree) ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา นั้น ต้องแข่งขันกับนักเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศเกือบ 300 คน โดยแบ่งการคัดเลือกออกเป็น 3 รอบ คือ รอบแรกทดสอบทักษะภาษาอังกฤษ รอบสองทดสอบทักษะลูกเสือ และรอบสามทดสอบทักษะชาวค่าย ซึ่งน้องแบมเป็นนักเรียนสังกัดกทม. เพียงคนเดียวที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปร่วมงานชุมนุมฯ พร้อมกับเพื่อนนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกด้วยเช่นกันอีก 35 คน โดยน้องแบมจะเข้าอบรมเตรียมความพร้อม ระหว่างวันที่ 15-17 ก.ค. 60 ณ ศูนย์พัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจกรรมเยาวชน “กฐิน กุยยานนท์” อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ก่อนเดินทางไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือนานาชาติ ระหว่างวันที่ 17-30 ก.ค. 60 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีนักเรียนจากทั่วโลก จำนวนกว่า 60,000 คน เข้าร่วมงานชุมนุมในครั้งนี้

----------------- (ภวนพร...กปส. รายงาน)


 

กทม. เดินหน้าตรวจสอบอาคารสูงในพื้นที่ ผู้ว่าฯ อัศวิน วอนเจ้าของอาคารติดป้ายแนะวิธีหนีไฟดูแลประชาชน


(22 มิ.ย. 60) เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักการโยธา สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้แทนวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารใบหยก 1 เขตราชเทวี ตามมาตรการดูแลความปลอดภัยอาคารสูง การเฝ้าระวังเหตุ และการให้ความช่วยเหลือ เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน เนื่องจากในพื้นที่กรุงเทพฯ มีอาคารสูงเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นอาคารเก่าและอาคารใหม่ รวมถึงอาคารที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ซึ่งอาคารสูงบางส่วนมีการต่อเติม ดัดแปลง หรือก่อสร้างผิดแบบจากที่ได้ยื่นขออนุญาตจากกรุงเทพมหานคร จึงเสี่ยงต่อการเกิดเหตุต่างๆ อาทิ อุบัติภัย อัคคีภัย และอาคารทรุดตัวหรือร้าว

สำหรับอาคารใบหยก 1 ปัจจุบันใช้ประโยชน์เป็นโรงแรม ห้องชุดพาณิชย์ (ร้านค้า) ภัตตาคาร และจอดรถยนต์ แบ่งเป็น 1. ชั้นใต้ดิน – 4 เป็นห้องชุดพาณิชย์ (ร้านค้า) 2. ชั้นที่ 5 เป็นส่วนต้อนรับของโรงแรมใบหยกสวีท 3. ชั้นที่ 6–10 เป็นที่จอดรถยนต์ 4. ชั้นที่ 11 เป็นห้องออกกำลังกาย และสระว่ายน้ำ 6. ชั้นที่ 12–42 เป็นโรงแรม (248 ห้อง) ตามใบอนุญาต ประกอบธุรกิจโรงแรม เลขที่ 53/2559 7. ชั้นที่ 43 เป็นภัตตาคาร ซึ่งทางนิติบุคคลอาคารชุดใบหยกทาวเวอร์ได้ทำการยื่นรายงานการ ตรวจสอบอาคารตามกฎหมายทุกปี ตั้งแต่ปี 2550 ได้รับใบ ร.1 (ล่าสุด) เลขที่ 2078/2559 ลงวันที่ 25 ต.ค. 59 และขณะนี้ทางอาคารใบหยก 1 กำลังดำเนินการตรวจสอบประจำปี 2560 เพื่อยื่นรายงานขอใบ ร.1 ประจำปี 2560

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า พื้นที่กรุงเทพมหานครมีอาคารสูง คือ อาคารที่สูงเกินกว่า 23 เมตร หรือ 8 ชั้นขึ้นไปจำนวนมาก โดยมีทั้งอาคารที่สร้างก่อนปี 2535 และหลังปี 2535 รวม 2,810 อาคาร ประกอบกับที่ผ่านมาเกิดเหตุเพลิงไหม้ตึกแกรนด์เฟลล์ ทาวเวอร์ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กรุงเทพมหานครตระหนักถึงความปลอดภัยและมีความห่วงใยประชาชน จึงได้จัดเจ้าหน้าที่ออกตรวจความปลอดภัยของอาคารสูง และอาคารขนาดใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้เข้มข้นมากขึ้น โดยตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารด้านต่างๆ อาทิ มีการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร 2535 หรือไม่ มีสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้หรือไม่ ระบบน้ำกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ ป้ายบอกทางหนีไฟ ต้องมีถังดับเพลิงขนาดเล็กทุกชั้น พร้อมกันนี้กรุงเทพมหานครได้กำหนด 10 มาตรการ ในการป้องกันและดูแลตัวเองหากเกิดเพลิงไหม้ โดยจะขอความร่วมมือให้อาคารสูงทุกแห่งติดป้าย 10 มาตรการดังกล่าว รวมถึงอาคารขนาดใหญ่อื่นๆ ด้วย สำหรับในการตรวจความปลอดภัยอาคารใบหยก 1 วันนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถึงแม้อาคารใบหยก 1 จะสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ซึ่งถือเป็นอาคารที่ปลูกสร้างก่อนการประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 33 ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2535 แต่ตัวอาคารยังคงมีความแข็งแรง ซึ่งเจ้าของอาคารได้มีการดำเนินการด้านความปลอดภัยเป็นอย่างดี โดยได้เน้นย้ำให้เจ้าของอาคารมีการตรวจสอบถังดับเพลิงไม่ให้หมดอายุ รวมถึงสามารถใช้งานได้เป็นปกติตลอดเวลา

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวต่อไปว่า กรุงเทพมหานครมีความห่วงใยต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงได้กำชับให้สำนักการโยธา สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต เข้มงวดในการตรวจสอบอาคารต่างๆ รวมถึง “อาคารสูง” ซึ่งตามกฎกระทรวงฉบับที่ 33 กำหนดไว้ว่า เป็นอาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป หรือสูงประมาณ 8 ชั้น และอาคารขนาดใหญ่พิเศษในพื้นที่กรุงเทพฯ ตลอดจนให้คำแนะนำในการปรับปรุงระบบแจ้งเตือน และระบบป้องกันอัคคีภัยภายในอาคารให้สามารถใช้งานได้อย่างครบถ้วน เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และไม่เกิดเหตุซ้ำรอยกรณีเพลิงไหม้ตึกแกรนด์เฟลล์ ทาวเวอร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

พื้นที่กรุงเทพฯ มีอาคารสูง 2,810 อาคาร

สำหรับอาคารสูงในกรุงเทพมหานคร มีจำนวนทั้งสิ้น 2,810 อาคาร แบ่งเป็น อาคารที่ปลูกสร้างก่อนการประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 33 ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2535 จำนวน 1,033 อาคาร และอาคารที่ปลูกสร้างหลังการประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 33 ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2535 จำนวน 1,777 อาคาร ซึ่งที่ผ่านมา 50 สำนักงานเขต ได้ดำเนินการตรวจสอบอาคารและระบบป้องกันอัคคีภัยของอาคารภายในพื้นที่เขต ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงและจัดส่งรายงานให้กองควบคุมอาคาร สำนักการโยธา ทุกปี รวมถึงสำนักงานเขต สำนักการโยธา และสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ร่วมกันออกตรวจการประจำปี หากพบข้อบกพร่องแต่ไม่ขัดกับกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงให้เกิดความปลอดภัย แต่หากพบข้อบกพร่อง และไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด สำนักงานเขตพื้นที่จะออกคำสั่งให้แก้ไขให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่า 30 วัน กรณีมีเหตุอันควรเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะขยายเวลาออกไปอีกก็ได้

มาตรการดูแลความปลอดภัยอาคารสูงก่อนประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 33

ทั้งนี้มาตรการการตรวจสอบและบังคับใช้เพื่อดูแลความปลอดภัยอาคารสูงนั้น กรณีเป็นอาคารสูงก่อนกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 พิจารณาตามกฎกระทรวงฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ต้องมีรายละเอียดหลัก 6 ข้อ ได้แก่ 1. ติดตั้งบันไดหนีไฟ โดยกำหนดให้อาคารสูงตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป ติดตั้งบันไดหนีไฟ โดยทำด้วยวัสดุที่ไม่ติดไฟ เพิ่มจากบันไดหลักภายในอาคาร เพื่อให้สามารถลำเลียงคนทั้งหมดออกมานอกอาคารได้ภายใน 1 ชั่วโมง 2. ติดตั้งแบบแปลนแผนผังอาคารแต่ละชั้นหน้าลิฟท์ทุกแห่ง และบริเวณห้องโถงทุกชั้นของอาคารให้เห็นชัดเจน โดยแสดงตำแหน่งห้องต่างๆ ทุกห้อง รวมถึงตำแหน่งที่ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง ประตูหรือทางหนีไฟของชั้นนั้นๆ อีกทั้งบริเวณชั้นล่างของอาคารต้องจัดให้มีแบบแปลนแผนผังของอาคารทุกชั้นเก็บรักษาไว้เพื่อการตรวจสอบโดยสะดวก 3.ติดตั้งเครื่องมือดับเพลิงแบบมือถือตามชนิดและขนาดที่กำหนด โดยให้มี 1 เครื่องต่อพื้นที่ไม่เกิน 1,000 ตารางเมตร ทุกระยะไม่เกิน 45 เมตร แต่ไม่น้อยกว่าชั้นละ 1 เครื่อง 4. ติดตั้งระบบสัญญาณเตือนไฟไหม้ทุกชั้น ได้แก่ อุปกรณ์ส่งสัญญาณที่สามารถส่งเสียงหรือสัญญาณให้คนอยู่ในอาคารได้ยินชัดเจน และอุปกรณ์แจ้งเตือนทั้งระบบแจ้งเหตุอัตโนมัติและระบบแจ้งเหตุด้วยมือ 5. ติดตั้งระบบไฟส่องสว่างสำรองและป้ายบอกทางหนีไฟ : เพื่อให้มีแสงสว่าง สามารถมองเห็นช่องทางเดินได้ขณะเกิดไฟไหม้ และมีป้ายบอกชั้นและป้ายบอกทางหนีไฟบริเวณด้านในและด้านนอกประตูหนีไฟทุกชั้น และ 6. ติดตั้งระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า ได้แก่ เสาล่อฟ้า สายล่อฟ้า สายตัวนำ สายนำลงดิน ให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย

มาตรการดูแลความปลอดภัยอาคารสูงหลังประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 33

กรณีเป็นอาคารสูงหลังกฎกระทรวงฉบับที่ 33 ระบบต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งสามารถจัดแบ่งเป็น 4 ระบบ ได้แก่ 1. ระบบป้องกันภัย เช่น ใช้วัสดุทนไฟในการก่อสร้างและตกแต่งอาคาร 2. ระบบเตือนภัย เช่น ต้องมีสัญญาณเตือนภัย มี Smoke detector หรือเครื่องตรวจจับควันและเครื่องตรวจจับเปลวไฟ ฯลฯ 3. ระบบระงับภัย เช่น ต้องมีระบบสปริงเกิ้ล (sprinkle system) ปั๊มน้ำ เครื่องปั่นไฟ ถังดับเพลิง สายน้ำดับเพลิง ฯลฯ และ 4. ระบบหนีไฟ เช่น ต้องมีป้ายสะท้อนแสงบอกทางหนีไฟ มีไฟส่องสว่างฉุกเฉิน ประตูหนีไฟต้องไม่มีสิ่งของวางเกะกะกีดขวาง มีบันไดหนีไฟ รวมทั้งต้องมีการซ้อมหนีไฟ การจัดทำผังการทำงานและช่วยเหลือผู้ที่อยู่ภายในอาคาร เป็นต้น

สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง 10 ขึ้นไปต้องมีการฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ

นอกจากนี้ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ซึ่งตามกฎกระทรวงได้กำหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 ดังนี้ 1. สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างปฏิบัติงานตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย ประกอบด้วย การตรวจตรา การอบรม การณรงค์ป้องกันอัคคีภัย การดับเพลิง การอพยพหนีไฟ และการบรรเทาทุกข์ เพื่อป้องกันและระงับอัคคีภัยที่มีมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ลูกจ้างได้รับความปลอดภัยจากการทำงาน 2. อาคารที่มีสถานประกอบกิจการหลายแห่งตั้งอยู่รวมกัน ให้นายจ้างทุกรายของสถานประกอบกิจการในอาคารนั้น มีหน้าที่ร่วมกันในการจัดให้มีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมทั้งแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย 3. ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างทุกคนฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟพร้อมกันอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งก่อนการฝึกซ้อมไม่น้อยกว่า 30 วัน นายจ้างจะต้องส่งแผนการฝึกซ้อมและดับเพลิงและอพยพหนีไฟ รวมทั้งรายละเอียดการฝึกซ้อมต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย และภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกซ้อม นายจ้างต้องจัดทำรายงานผลการฝึกซ้อมยื่นต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย 4. หากสถานประกอบกิจการ มีจำนวนลูกจ้างไม่ถึง 10 คน ไม่จำเป็นต้องดำเนินการจัดฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ แต่หากอาคารดังกล่าวมีสถานประกอบกิจการหลายแห่งตั้งอยู่รวมกัน สถานประกอบการทุกรายมีหน้าที่ร่วมกันในการจัดให้มีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมทั้งจัดทำแผนป้องกันฯ แม้จำนวนลูกจ้างของสถานประกอบการแต่ละรายจะมีจำนวนไม่ถึง 10 คนก็ตาม

คำแนะนำ 10 ประการ หนีไฟอาคารสูง คอนโดมีเนียม สำนักงาน และโรงแรม

ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีรถดับเพลิงที่สามารถดับเพลิงอาคารที่มีความสูง 90 เมตร หรือประมาณ 30 ชั้น จำนวน 6 คัน กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร ขณะที่อาคารสูงในพื้นที่กรุงเทพฯ มีขนาดความสูงเพิ่มขึ้น ประกอบกับพื้นที่ตรอก ซอย มีขนาดเล็ก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ประชาชนควรศึกษาวิธีป้องกันตนจากเหตุอัคคีภัย ได้แก่ 1. ก่อนเข้าพักอาศัยในอาคารต่างๆ ควรสอบถามความพร้อมของอุปกรณ์ความปลอดภัยจากเหตุไฟไหม้ เช่น เครื่องป้องกันควันไฟ อุปกรณ์ฉีดน้ำอัตโนมัติบนเพดาน รวมถึงอ่านคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลความปลอดภัยจากเหตุไฟไหม้ และการหนีไฟ ของสถานที่นั้นๆ 2. ตรวจสอบทางหนีไฟฉุกเฉินที่ใกล้ห้องพักที่สุด รวมถึงตรวจสอบประตูหนีไฟต้องไม่ปิดล็อค หรือสิ่งกีดขวาง โดยให้นับจำนวนประตูห้องทั้งสองทาง (ซ้าย–ขวา) จนถึงทางหนีไฟ ซึ่งจะทำให้ถึงทางหนีไฟฉุกเฉินได้แม้ว่าไฟฟ้าจะดับ หรือปกคลุมไปด้วยควัน 3. เรียนรู้ และฝึกการเดินภายในห้องพักเข้าหาประตู วางกุญแจห้องพักและไฟฉายใกล้กับเตียงนอน

หากเกิดไฟไหม้จะได้นำกุญแจห้องและไฟฉายไปด้วย อย่าเสียเวลากับการเก็บสิ่งของ 4. หาตำแหน่งสัญญาณเตือนไฟไหม้ เปิดสัญญาณเตือนไฟไหม้หากหาพบ จากนั้นหนีออกจากอาคาร แล้วโทรศัพท์เรียกหน่วยดับเพลิง 5. หากได้ยินเสียงสัญญาณไฟไหม้ ให้หนีลงจากอาคารทันที อย่าเสียเวลาตรวจสอบว่าไฟไหม้ที่ใด 6. ถ้าไฟไหม้ห้องพักของท่าน ให้หนีออกมา แล้วปิดประตูห้องทันที จากนั้นให้แจ้งเจ้าหน้าที่ดูแลอาคาร และโทรศัพท์แจ้งหน่วยดับเพลิงโดยเร็ว 7. ถ้าไฟไม่ได้เกิดที่ห้องพักของท่าน ให้หนีออกจากห้อง โดยวางมือบนประตู หากประตูมีความเย็นอยู่ ค่อยๆ เปิดประตู แล้วหนีไปยังทางหนีไฟฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด 8. หากประตูมีความร้อน อย่าเปิดประตู เพื่อป้องกันตนเองจากเปลวไฟภายนอก แต่ให้รีบโทรศัพท์แจ้งหน่วยดับเพลิง ถึงตำแหน่งของท่าน และหาผ้าเช็ดตัวเปียกๆ ปิดช่องประตู หรือทางเข้าของควัน ปิดพัดลม และเครื่องปรับอากาศ แล้วเปิดหน้าต่าง พร้อมส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือที่หน้าต่าง หรือชานอาคาร คอยความช่วยเหลือ 9. คลานให้ต่ำ หากท่านต้องเผชิญหน้ากับควันไฟ เมื่อควันปกคลุม อากาศบริสุทธิ์จะอยู่ด้านต่ำของพื้นห้อง ควรหาถุงพลาสติกตักเอาอากาศบริสุทธิ์ครอบศีรษะ จากนั้นคลานหนีไปยังทางหนีไฟฉุกเฉิน พร้อมนำกุญแจห้องไปด้วย หากหมดหนทางหนีจะได้สามารถกลับเข้าห้องพัก และขอความช่วยเหลือทางอื่นต่อไป และ 10. อย่าใช้ลิฟท์ขณะเกิดไฟไหม้ ให้ใช้บันไดภายในอาคาร เนื่องจากลิฟท์อาจหยุดทำงานที่ชั้นไฟไหม้

----------------- (พัทธนันท์...กปส. รายงาน)


 
บทความ อื่นๆ ...
สำรวจการรับรู้ของประชาชน 1
ท่านทราบเกี่ยวกับการดำเนินโครงการปลูกป่าชายเลนทะเลกรุงเทพฯ สานต่อภารกิจ “ปลูกป่าในใจคน ตามศาสตร์พระราชา” ของกรุงเทพมหานครหรือไม่
 
สำรวจการรับรู้ของประชาชน 2
ท่านทราบเกี่ยวกับการดำเนินโครงการร่วมกันฟื้นฟูคลองลาดพร้าว เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของกรุงเทพมหานครหรือไม่
 
สำรวจการรับรู้ของประชาชน 3
ท่านทราบเกี่ยวกับการดำเนินโครงการหอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร (Bangkok City Library) หรือไม่
 
สำรวจการรับรู้ของประชาชน 4
ท่านรับทราบเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ Big Cleaning กรุงเทพฯ เมืองสะอาด ของกรุงเทพมหานครหรือไม่
 
สำรวจการรับรู้ของประชาชน 5
ท่านรับทราบเกี่ยวกับการดำเนินโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพมหานครหรือไม่
 
11