-PR BMA Spot-

BMA Radio Online
คณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์
ส่วนสมาชิก
ลงทะเบียน



ราคาน้ำมัน
พยากรณ์อากาศ

กองประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร

เดินหน้าตอกเข็มศูนย์เวชศาสตร์การกีฬา รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ คืบหน้ากว่า 8%


(22 มิ.ย. 60) เวลา 10.30 น. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าการก่อสร้างอาคารศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ โดยมีคณะผู้บริหารข้าราชการและเจ้าหน้าที่สำนักการโยธา สำนักการแพทย์ บริษัท อาคาร33 จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและรายงานความคืบหน้า ณ ห้องประชุมบริเวณสถานที่ก่อสร้าง โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เขตบางคอแหลม

กรุงเทพมหานครได้ดำเนินโครงการก่อสร้างศูนย์เวชศาสตร์การกีฬาและเวชศาสตร์ฟื้นฟู หอพักแพทย์ หอพักพยาบาล และอาคารจอดรถยนต์ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เริ่มสัญญา 23 ก.ย. 59 สิ้นสุดสัญญา 7 ก.ย. 62 รวมระยะเวลา 1,080 วัน ผู้รับจ้าง บริษัท อาคาร 33 จำกัด รายละเอียดการก่อสร้างประกอบด้วย อาคารที่จอดรถยนต์ใต้ดิน 2 ชั้น (จอดรถได้ 453 คัน) อาคารเวชศาสตร์การกีฬาสูง 2 ชั้น อาคารเวชศาสตร์ฟื้นฟูสูง 6 ชั้น อาคารหอพักพยาบาลสูง 8 ชั้น อาคารจอดรถยนต์และหอพักแพทย์สูง 15 ชั้น (จอดรถได้ 356 คัน) และสระว่ายน้ำ (วารีบำบัด) ปัจจุบันผลงานที่ทำได้ประมาณ 8.64% ทั้งนี้เมื่อโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จ จะสามารถอำนวยความสะดวก และเพิ่มช่องทางในการให้บริการตรวจรักษาโรคแก่ประชาชนในพื้นที่เขตบางคอแหลมและบริเวณใกล้เคียงต่อไป

----------------- (จิรัฐคม...กปส. รายงาน)


แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน 2017 เวลา 16:17 น.)

 

กทม. เสริมผิวจราจรแก้ปัญหาน้ำท่วมขังย่านคลองเตยและวัฒนา


(22 มิ.ย. 60) เวลา 08.30 น. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายสาโรจน์ สามารถ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจติดตามการเสริมผิวจราจรเพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณจุดอ่อนน้ำท่วมในพื้นที่เขตคลองเตยและเขตวัฒนา ประกอบด้วย ถนนพระรามที่ 3 บริเวณหน้าตลาดปีนัง และถนนสุนทรโกษา บริเวณห้าแยก ณ ระนอง ซอยสุขุมวิท 22 ถนนพระรามที่ 4 ถึงบริเวณแยกซอยสุขุมวิท 2 เขตคลองเตย ซอยสุขุมวิท 29 บริเวณแยกพร้อมศรี จากซอยพร้อมมิตร ถึงซอยอนุบาลมิตรเด็ก เขตวัฒนา โดยมีนายณรงค์ เรืองศรี นายพานุรักษ์ กลั่นนุรักษ์ รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ นางอัจฉราวดี ชัยสุวิรัตน์ ผู้อำนวยการเขตคลองเตย ว่าที่ร้อยตรีบุญธรรม หุยประเสริฐ ผู้อำนวยการเขตวัฒนา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักการระบายน้ำ สำนักการโยธา สำนักงานเขตคลองเตย สำนักงานเขตวัฒนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่

กรุงเทพมหานคร โดยสำนักการระบายน้ำ สำนักการโยธา และสำนักงานเขตพื้นที่ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังบริเวณจุดอ่อนน้ำท่วม ซึ่งพื้นถนนในบริเวณดังกล่าวมีสภาพเป็นแอ่งกระทะ เมื่อเกิดฝนตกลงมาปริมาณมาก ทำให้เกิดน้ำท่วมขังเนื่องจากน้ำไม่สามารถไหลลงท่อระบายน้ำได้ กรุงเทพมหานครจึงได้ดำเนินการแก้ปัญหาโดยการเสริมผิวจราจรให้สูงขึ้น เพื่อให้น้ำจากผิวจราจรระบายลงท่อระบายน้ำได้สะดวกยิ่งขึ้น ประกอบด้วย ถนนพระรามที่ 3 บริเวณหน้าตลาดปีนัง ถนนสุนทรโกษา บริเวณห้าแยก ณ ระนอง เขตคลองเตย ดำเนินการปูแอสฟัลท์ผสมร้อน หนาประมาณ 5-10 ซม. ซอยสุขุมวิท 22 ถนนพระรามที่ 4 ถึงบริเวณแยกซอยสุขุมวิท 2 เขตคลองเตย ดำเนินการปูแอสฟัลท์ผสมร้อน หนาประมาณ 10 ซม. ซอยสุขุมวิท 29 บริเวณแยกพร้อมศรี จากซอยพร้อมมิตร ถึงซอยอนุบาลมิตรเด็ก เขตวัฒนา ดำเนินการปูแอสฟัลท์ผสมร้อน หนาประมาณ 7.5 ซม. ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการปูแอสฟัลท์เสร็จเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ลงพื้นที่เดินตรวจความเรียบร้อยบริเวณถนนดังกล่าวที่ได้ดำเนินการเสริมผิวจราจรปูแอสฟัลท์แล้ว พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการปรับปรุงแก้ไขในจุดที่ไม่เรียบร้อย เช่น ตะแกรงเหล็ก และฝาท่อระบายน้ำที่แอสฟัลท์ อุดตันอยู่ การเปลี่ยนตะแกรงเหล็กที่ผุพัง ซ่อมแซมทางเท้าที่ชำรุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ ตลอดจนเพื่อความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้เส้นทางดังกล่าวในการสัญจรไป-มา

----------------- (จิรัฐคม...กปส. รายงาน)


แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน 2017 เวลา 16:19 น.)

 

“ผู้ว่าฯ อัศวิน”ปลื้ม เด็กนักเรียนกทม. เก่งไม่เป็นรองใคร ผ่านด่านสุดหินคัดตัวแทนร่วมงานลูกเสือนานาชาติที่สหรัฐฯ


(21 มิ.ย. 60) ณ ศาลาว่าการกทม. : พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มอบโอวาทแก่ ด.ญ.ประภาภัทร ยิ้มน้อย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (โครงการห้องเรียนสองภาษา) โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ เขตจตุจักร ในโอกาสได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือนานาชาติ (2017 National Scout Jamboree) ระหว่างวันที่ 17-30 ก.ค. 60 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีนางวรรณวิไล พรหมลักขโณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายศุภพงษ์ กฤษณพันธุ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวปราณี สัตยประกอบ นายจรูญ มีธนาถาวร รองปลัดกรุงเทพมหานคร นางชนัญยา จาดชนบท ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา และนางทรายทอง ตรีสัตยกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ ร่วมแสดงความยินดี

ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจของกรุงเทพมหานคร ที่นักเรียนในสังกัดฯ ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือโลก และเป็นที่น่าปลาบปลื้มใจมากยิ่งขึ้น เมื่อ ด.ญ.ประภาภัทร ยิ้มน้อย หรือ “น้องแบม” เป็นผลผลิตของกทม. โดยแท้ เพราะทั้งพ่อแม่ของน้องเป็นบุคลากรของกทม. ด้วยกันทั้งคู่ การที่น้องแบมได้รับการคัดเลือกครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกของนักเรียน กทม. ที่มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว และเมื่อมีการเริ่มต้นแล้ว ตนเชื่อว่าก็จะนำไปสู่โอกาสที่ดีของนักเรียนกทม. คนอื่นๆ ต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ขอให้น้องแบมตั้งใจเรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด นอกจากนี้ทราบมาว่าน้องแบมอยากเป็นคุณครู ดังนั้นกทม. ก็จะพยายามสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อสร้างเด็กที่มีความสามารถคนนี้ให้กลายแม่พิมพ์ที่ดีของชาติในอนาคต รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียนกทม. คนอื่นๆ ด้วย

สำหรับ ด.ญ.ประภาภัทร ยิ้มน้อย หรือน้องแบม เป็นบุตรของบุคลากรกรุงเทพมหานคร โดยบิดาเป็นพนักงานขับรถยนต์ และมารดาเป็นพนักงานกวาด สังกัดสำนักงานเขตจตุจักร ทั้งนี้ก่อนที่น้องแบมจะได้รับคัดเลือกจากสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้เข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือนานาชาติ (2017 National Scout Jamboree) ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา นั้น ต้องแข่งขันกับนักเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศเกือบ 300 คน โดยแบ่งการคัดเลือกออกเป็น 3 รอบ คือ รอบแรกทดสอบทักษะภาษาอังกฤษ รอบสองทดสอบทักษะลูกเสือ และรอบสามทดสอบทักษะชาวค่าย ซึ่งน้องแบมเป็นนักเรียนสังกัดกทม. เพียงคนเดียวที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปร่วมงานชุมนุมฯ พร้อมกับเพื่อนนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกด้วยเช่นกันอีก 35 คน โดยน้องแบมจะเข้าอบรมเตรียมความพร้อม ระหว่างวันที่ 15-17 ก.ค. 60 ณ ศูนย์พัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจกรรมเยาวชน “กฐิน กุยยานนท์” อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ก่อนเดินทางไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือนานาชาติ ระหว่างวันที่ 17-30 ก.ค. 60 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีนักเรียนจากทั่วโลก จำนวนกว่า 60,000 คน เข้าร่วมงานชุมนุมในครั้งนี้

----------------- (ภวนพร...กปส. รายงาน)


แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน 2017 เวลา 16:22 น.)

 

กทม. เดินหน้าตรวจสอบอาคารสูงในพื้นที่ ผู้ว่าฯ อัศวิน วอนเจ้าของอาคารติดป้ายแนะวิธีหนีไฟดูแลประชาชน


(22 มิ.ย. 60) เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักการโยธา สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ผู้แทนวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารใบหยก 1 เขตราชเทวี ตามมาตรการดูแลความปลอดภัยอาคารสูง การเฝ้าระวังเหตุ และการให้ความช่วยเหลือ เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน เนื่องจากในพื้นที่กรุงเทพฯ มีอาคารสูงเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นอาคารเก่าและอาคารใหม่ รวมถึงอาคารที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ ซึ่งอาคารสูงบางส่วนมีการต่อเติม ดัดแปลง หรือก่อสร้างผิดแบบจากที่ได้ยื่นขออนุญาตจากกรุงเทพมหานคร จึงเสี่ยงต่อการเกิดเหตุต่างๆ อาทิ อุบัติภัย อัคคีภัย และอาคารทรุดตัวหรือร้าว

สำหรับอาคารใบหยก 1 ปัจจุบันใช้ประโยชน์เป็นโรงแรม ห้องชุดพาณิชย์ (ร้านค้า) ภัตตาคาร และจอดรถยนต์ แบ่งเป็น 1. ชั้นใต้ดิน – 4 เป็นห้องชุดพาณิชย์ (ร้านค้า) 2. ชั้นที่ 5 เป็นส่วนต้อนรับของโรงแรมใบหยกสวีท 3. ชั้นที่ 6–10 เป็นที่จอดรถยนต์ 4. ชั้นที่ 11 เป็นห้องออกกำลังกาย และสระว่ายน้ำ 6. ชั้นที่ 12–42 เป็นโรงแรม (248 ห้อง) ตามใบอนุญาต ประกอบธุรกิจโรงแรม เลขที่ 53/2559 7. ชั้นที่ 43 เป็นภัตตาคาร ซึ่งทางนิติบุคคลอาคารชุดใบหยกทาวเวอร์ได้ทำการยื่นรายงานการ ตรวจสอบอาคารตามกฎหมายทุกปี ตั้งแต่ปี 2550 ได้รับใบ ร.1 (ล่าสุด) เลขที่ 2078/2559 ลงวันที่ 25 ต.ค. 59 และขณะนี้ทางอาคารใบหยก 1 กำลังดำเนินการตรวจสอบประจำปี 2560 เพื่อยื่นรายงานขอใบ ร.1 ประจำปี 2560

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า พื้นที่กรุงเทพมหานครมีอาคารสูง คือ อาคารที่สูงเกินกว่า 23 เมตร หรือ 8 ชั้นขึ้นไปจำนวนมาก โดยมีทั้งอาคารที่สร้างก่อนปี 2535 และหลังปี 2535 รวม 2,810 อาคาร ประกอบกับที่ผ่านมาเกิดเหตุเพลิงไหม้ตึกแกรนด์เฟลล์ ทาวเวอร์ ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กรุงเทพมหานครตระหนักถึงความปลอดภัยและมีความห่วงใยประชาชน จึงได้จัดเจ้าหน้าที่ออกตรวจความปลอดภัยของอาคารสูง และอาคารขนาดใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ให้เข้มข้นมากขึ้น โดยตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารด้านต่างๆ อาทิ มีการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร 2535 หรือไม่ มีสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้หรือไม่ ระบบน้ำกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ ป้ายบอกทางหนีไฟ ต้องมีถังดับเพลิงขนาดเล็กทุกชั้น พร้อมกันนี้กรุงเทพมหานครได้กำหนด 10 มาตรการ ในการป้องกันและดูแลตัวเองหากเกิดเพลิงไหม้ โดยจะขอความร่วมมือให้อาคารสูงทุกแห่งติดป้าย 10 มาตรการดังกล่าว รวมถึงอาคารขนาดใหญ่อื่นๆ ด้วย สำหรับในการตรวจความปลอดภัยอาคารใบหยก 1 วันนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถึงแม้อาคารใบหยก 1 จะสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ซึ่งถือเป็นอาคารที่ปลูกสร้างก่อนการประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 33 ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2535 แต่ตัวอาคารยังคงมีความแข็งแรง ซึ่งเจ้าของอาคารได้มีการดำเนินการด้านความปลอดภัยเป็นอย่างดี โดยได้เน้นย้ำให้เจ้าของอาคารมีการตรวจสอบถังดับเพลิงไม่ให้หมดอายุ รวมถึงสามารถใช้งานได้เป็นปกติตลอดเวลา

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวต่อไปว่า กรุงเทพมหานครมีความห่วงใยต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จึงได้กำชับให้สำนักการโยธา สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต เข้มงวดในการตรวจสอบอาคารต่างๆ รวมถึง “อาคารสูง” ซึ่งตามกฎกระทรวงฉบับที่ 33 กำหนดไว้ว่า เป็นอาคารที่มีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป หรือสูงประมาณ 8 ชั้น และอาคารขนาดใหญ่พิเศษในพื้นที่กรุงเทพฯ ตลอดจนให้คำแนะนำในการปรับปรุงระบบแจ้งเตือน และระบบป้องกันอัคคีภัยภายในอาคารให้สามารถใช้งานได้อย่างครบถ้วน เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และไม่เกิดเหตุซ้ำรอยกรณีเพลิงไหม้ตึกแกรนด์เฟลล์ ทาวเวอร์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

พื้นที่กรุงเทพฯ มีอาคารสูง 2,810 อาคาร

สำหรับอาคารสูงในกรุงเทพมหานคร มีจำนวนทั้งสิ้น 2,810 อาคาร แบ่งเป็น อาคารที่ปลูกสร้างก่อนการประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 33 ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2535 จำนวน 1,033 อาคาร และอาคารที่ปลูกสร้างหลังการประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 33 ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2535 จำนวน 1,777 อาคาร ซึ่งที่ผ่านมา 50 สำนักงานเขต ได้ดำเนินการตรวจสอบอาคารและระบบป้องกันอัคคีภัยของอาคารภายในพื้นที่เขต ให้เป็นไปตามกฎกระทรวงและจัดส่งรายงานให้กองควบคุมอาคาร สำนักการโยธา ทุกปี รวมถึงสำนักงานเขต สำนักการโยธา และสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ร่วมกันออกตรวจการประจำปี หากพบข้อบกพร่องแต่ไม่ขัดกับกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงให้เกิดความปลอดภัย แต่หากพบข้อบกพร่อง และไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด สำนักงานเขตพื้นที่จะออกคำสั่งให้แก้ไขให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่า 30 วัน กรณีมีเหตุอันควรเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะขยายเวลาออกไปอีกก็ได้

มาตรการดูแลความปลอดภัยอาคารสูงก่อนประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 33

ทั้งนี้มาตรการการตรวจสอบและบังคับใช้เพื่อดูแลความปลอดภัยอาคารสูงนั้น กรณีเป็นอาคารสูงก่อนกฎกระทรวง ฉบับที่ 33 พิจารณาตามกฎกระทรวงฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ต้องมีรายละเอียดหลัก 6 ข้อ ได้แก่ 1. ติดตั้งบันไดหนีไฟ โดยกำหนดให้อาคารสูงตั้งแต่ 4 ชั้นขึ้นไป ติดตั้งบันไดหนีไฟ โดยทำด้วยวัสดุที่ไม่ติดไฟ เพิ่มจากบันไดหลักภายในอาคาร เพื่อให้สามารถลำเลียงคนทั้งหมดออกมานอกอาคารได้ภายใน 1 ชั่วโมง 2. ติดตั้งแบบแปลนแผนผังอาคารแต่ละชั้นหน้าลิฟท์ทุกแห่ง และบริเวณห้องโถงทุกชั้นของอาคารให้เห็นชัดเจน โดยแสดงตำแหน่งห้องต่างๆ ทุกห้อง รวมถึงตำแหน่งที่ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง ประตูหรือทางหนีไฟของชั้นนั้นๆ อีกทั้งบริเวณชั้นล่างของอาคารต้องจัดให้มีแบบแปลนแผนผังของอาคารทุกชั้นเก็บรักษาไว้เพื่อการตรวจสอบโดยสะดวก 3.ติดตั้งเครื่องมือดับเพลิงแบบมือถือตามชนิดและขนาดที่กำหนด โดยให้มี 1 เครื่องต่อพื้นที่ไม่เกิน 1,000 ตารางเมตร ทุกระยะไม่เกิน 45 เมตร แต่ไม่น้อยกว่าชั้นละ 1 เครื่อง 4. ติดตั้งระบบสัญญาณเตือนไฟไหม้ทุกชั้น ได้แก่ อุปกรณ์ส่งสัญญาณที่สามารถส่งเสียงหรือสัญญาณให้คนอยู่ในอาคารได้ยินชัดเจน และอุปกรณ์แจ้งเตือนทั้งระบบแจ้งเหตุอัตโนมัติและระบบแจ้งเหตุด้วยมือ 5. ติดตั้งระบบไฟส่องสว่างสำรองและป้ายบอกทางหนีไฟ : เพื่อให้มีแสงสว่าง สามารถมองเห็นช่องทางเดินได้ขณะเกิดไฟไหม้ และมีป้ายบอกชั้นและป้ายบอกทางหนีไฟบริเวณด้านในและด้านนอกประตูหนีไฟทุกชั้น และ 6. ติดตั้งระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า ได้แก่ เสาล่อฟ้า สายล่อฟ้า สายตัวนำ สายนำลงดิน ให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย

มาตรการดูแลความปลอดภัยอาคารสูงหลังประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ 33

กรณีเป็นอาคารสูงหลังกฎกระทรวงฉบับที่ 33 ระบบต้องเป็นไปตามกฎกระทรวงฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งสามารถจัดแบ่งเป็น 4 ระบบ ได้แก่ 1. ระบบป้องกันภัย เช่น ใช้วัสดุทนไฟในการก่อสร้างและตกแต่งอาคาร 2. ระบบเตือนภัย เช่น ต้องมีสัญญาณเตือนภัย มี Smoke detector หรือเครื่องตรวจจับควันและเครื่องตรวจจับเปลวไฟ ฯลฯ 3. ระบบระงับภัย เช่น ต้องมีระบบสปริงเกิ้ล (sprinkle system) ปั๊มน้ำ เครื่องปั่นไฟ ถังดับเพลิง สายน้ำดับเพลิง ฯลฯ และ 4. ระบบหนีไฟ เช่น ต้องมีป้ายสะท้อนแสงบอกทางหนีไฟ มีไฟส่องสว่างฉุกเฉิน ประตูหนีไฟต้องไม่มีสิ่งของวางเกะกะกีดขวาง มีบันไดหนีไฟ รวมทั้งต้องมีการซ้อมหนีไฟ การจัดทำผังการทำงานและช่วยเหลือผู้ที่อยู่ภายในอาคาร เป็นต้น

สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง 10 ขึ้นไปต้องมีการฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ

นอกจากนี้ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ซึ่งตามกฎกระทรวงได้กำหนดมาตรฐานในการบริหารจัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2555 ดังนี้ 1. สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างปฏิบัติงานตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป นายจ้างต้องจัดให้มีแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย ประกอบด้วย การตรวจตรา การอบรม การณรงค์ป้องกันอัคคีภัย การดับเพลิง การอพยพหนีไฟ และการบรรเทาทุกข์ เพื่อป้องกันและระงับอัคคีภัยที่มีมาตรฐาน ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ลูกจ้างได้รับความปลอดภัยจากการทำงาน 2. อาคารที่มีสถานประกอบกิจการหลายแห่งตั้งอยู่รวมกัน ให้นายจ้างทุกรายของสถานประกอบกิจการในอาคารนั้น มีหน้าที่ร่วมกันในการจัดให้มีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมทั้งแผนป้องกันและระงับอัคคีภัย 3. ให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างทุกคนฝึกซ้อมดับเพลิงและฝึกซ้อมอพยพหนีไฟพร้อมกันอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งก่อนการฝึกซ้อมไม่น้อยกว่า 30 วัน นายจ้างจะต้องส่งแผนการฝึกซ้อมและดับเพลิงและอพยพหนีไฟ รวมทั้งรายละเอียดการฝึกซ้อมต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย และภายหลังเสร็จสิ้นการฝึกซ้อม นายจ้างต้องจัดทำรายงานผลการฝึกซ้อมยื่นต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย 4. หากสถานประกอบกิจการ มีจำนวนลูกจ้างไม่ถึง 10 คน ไม่จำเป็นต้องดำเนินการจัดฝึกซ้อมดับเพลิงและอพยพหนีไฟ แต่หากอาคารดังกล่าวมีสถานประกอบกิจการหลายแห่งตั้งอยู่รวมกัน สถานประกอบการทุกรายมีหน้าที่ร่วมกันในการจัดให้มีระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย รวมทั้งจัดทำแผนป้องกันฯ แม้จำนวนลูกจ้างของสถานประกอบการแต่ละรายจะมีจำนวนไม่ถึง 10 คนก็ตาม

คำแนะนำ 10 ประการ หนีไฟอาคารสูง คอนโดมีเนียม สำนักงาน และโรงแรม

ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีรถดับเพลิงที่สามารถดับเพลิงอาคารที่มีความสูง 90 เมตร หรือประมาณ 30 ชั้น จำนวน 6 คัน กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ของกรุงเทพมหานคร ขณะที่อาคารสูงในพื้นที่กรุงเทพฯ มีขนาดความสูงเพิ่มขึ้น ประกอบกับพื้นที่ตรอก ซอย มีขนาดเล็ก ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของประชาชน ประชาชนควรศึกษาวิธีป้องกันตนจากเหตุอัคคีภัย ได้แก่ 1. ก่อนเข้าพักอาศัยในอาคารต่างๆ ควรสอบถามความพร้อมของอุปกรณ์ความปลอดภัยจากเหตุไฟไหม้ เช่น เครื่องป้องกันควันไฟ อุปกรณ์ฉีดน้ำอัตโนมัติบนเพดาน รวมถึงอ่านคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลความปลอดภัยจากเหตุไฟไหม้ และการหนีไฟ ของสถานที่นั้นๆ 2. ตรวจสอบทางหนีไฟฉุกเฉินที่ใกล้ห้องพักที่สุด รวมถึงตรวจสอบประตูหนีไฟต้องไม่ปิดล็อค หรือสิ่งกีดขวาง โดยให้นับจำนวนประตูห้องทั้งสองทาง (ซ้าย–ขวา) จนถึงทางหนีไฟ ซึ่งจะทำให้ถึงทางหนีไฟฉุกเฉินได้แม้ว่าไฟฟ้าจะดับ หรือปกคลุมไปด้วยควัน 3. เรียนรู้ และฝึกการเดินภายในห้องพักเข้าหาประตู วางกุญแจห้องพักและไฟฉายใกล้กับเตียงนอน

หากเกิดไฟไหม้จะได้นำกุญแจห้องและไฟฉายไปด้วย อย่าเสียเวลากับการเก็บสิ่งของ 4. หาตำแหน่งสัญญาณเตือนไฟไหม้ เปิดสัญญาณเตือนไฟไหม้หากหาพบ จากนั้นหนีออกจากอาคาร แล้วโทรศัพท์เรียกหน่วยดับเพลิง 5. หากได้ยินเสียงสัญญาณไฟไหม้ ให้หนีลงจากอาคารทันที อย่าเสียเวลาตรวจสอบว่าไฟไหม้ที่ใด 6. ถ้าไฟไหม้ห้องพักของท่าน ให้หนีออกมา แล้วปิดประตูห้องทันที จากนั้นให้แจ้งเจ้าหน้าที่ดูแลอาคาร และโทรศัพท์แจ้งหน่วยดับเพลิงโดยเร็ว 7. ถ้าไฟไม่ได้เกิดที่ห้องพักของท่าน ให้หนีออกจากห้อง โดยวางมือบนประตู หากประตูมีความเย็นอยู่ ค่อยๆ เปิดประตู แล้วหนีไปยังทางหนีไฟฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุด 8. หากประตูมีความร้อน อย่าเปิดประตู เพื่อป้องกันตนเองจากเปลวไฟภายนอก แต่ให้รีบโทรศัพท์แจ้งหน่วยดับเพลิง ถึงตำแหน่งของท่าน และหาผ้าเช็ดตัวเปียกๆ ปิดช่องประตู หรือทางเข้าของควัน ปิดพัดลม และเครื่องปรับอากาศ แล้วเปิดหน้าต่าง พร้อมส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือที่หน้าต่าง หรือชานอาคาร คอยความช่วยเหลือ 9. คลานให้ต่ำ หากท่านต้องเผชิญหน้ากับควันไฟ เมื่อควันปกคลุม อากาศบริสุทธิ์จะอยู่ด้านต่ำของพื้นห้อง ควรหาถุงพลาสติกตักเอาอากาศบริสุทธิ์ครอบศีรษะ จากนั้นคลานหนีไปยังทางหนีไฟฉุกเฉิน พร้อมนำกุญแจห้องไปด้วย หากหมดหนทางหนีจะได้สามารถกลับเข้าห้องพัก และขอความช่วยเหลือทางอื่นต่อไป และ 10. อย่าใช้ลิฟท์ขณะเกิดไฟไหม้ ให้ใช้บันไดภายในอาคาร เนื่องจากลิฟท์อาจหยุดทำงานที่ชั้นไฟไหม้

----------------- (พัทธนันท์...กปส. รายงาน)


แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน 2017 เวลา 16:17 น.)

 

ขอเชิญร่วมส่งแรงใจเชียร์นักกีฬากทม.สู้ศึกฟุตบอลเยาวชนนานาชาติสตูร์เชอร์คัพ ณ ราชอาณาจักรสวีเดน


(22 มิ.ย. 60) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มอบโอวาทให้แก่คณะนักกีฬาที่จะเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนนานาชาติสตูร์เชอร์คัพ ณ ราชอาณาจักรสวีเดน ตามโครงการส่งเสริมศักยภาพนักเรียนกรุงเทพมหานครเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนนานาชาติ สตูร์เชอร์คัพ ณ ราชอาณาจักรสวีเดน ประจำปี พ.ศ. 2560 โดยมีนางวรรณวิไล พรหมลักขโณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร น.ส.ปราณี สัตยประกอบ รองปลัดกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารสำนักการศึกษา กทม. คณะนักกีฬา ผู้ฝึกสอนและเจ้าหน้าที่ ร่วมพิธี ณ ห้องเจ้าพระยา ศาลาว่าการกทม.

กรุงเทพมหานครมีกำหนดนำนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนนานาชาติ สตูร์เชอร์คัพ ณ เมืองออสเตอร์ซุนด์ ราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างวันที่ 1–10 ก.ค. 60 เพื่อพัฒนาทักษะ สร้างแรงบันดาลใจในกีฬาฟุตบอล และสร้างเสริมโอกาสการได้รับประสบการณ์ตรงในการเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลในระดับนานาชาติให้แก่นักเรียนโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งดำเนินโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2554 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลา 7 ปี และนักกีฬาของกรุงเทพมหานครประสบความสำเร็จ ได้รับรางวัลชนะเลิศในรุ่นต่างๆ ทุกปี สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับกรุงเทพมหานคร และประเทศไทย ให้เป็นที่รู้จักในด้านความสามารถทักษะการเล่นกีฬาฟุตบอล

โดยปีที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 3 ทีม คือ นักฟุตบอลชาย และนักฟุตบอลหญิง รุ่นอายุ 12 ปี และนักฟุตบอลหญิง รุ่นอายุ 15 ปี รวมจำนวน 40 คน ผลการแข่งขัน นักฟุตบอลหญิง ทั้ง 2 รุ่น ได้รับรางวัลชนะเลิศ นักฟุตบอลชาย ได้รับรางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 2 และเด็กหญิงแพรวา นุชนาบี โรงเรียนคารีอุปถัมภ์ สำนักงานเขตหนองจอก ได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประเภทหญิง รุ่นอายุ 12 ปี และนางสาวอนุธิดา มะลาศรี โรงเรียนนาหลวง สำนักงานเขตทุ่งครุ ได้รับรางวัล ผู้เล่นยอดเยี่ยมประเภทหญิง รุ่นอายุ 15 ปี

สำหรับในปี 2560 นี้ กรุงเทพมหานครส่งนักกีฬา จำนวน 3 ทีม เข้าร่วมการแข่งขัน คือ นักฟุตบอลชาย รุ่นอายุ 12 ปี นักฟุตบอลหญิง รุ่นอายุ 13 ปี และนักฟุตบอลหญิง รุ่นอายุ 15 ปี รวมจำนวน 40 คน ซึ่งเป็นนักกีฬาที่ผ่านการคัดเลือกจากนักเรียนโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 437 แห่ง และมีคณะผู้ฝึกสอนจำนวน 6 คน ซึ่งเป็นข้าราชการครู และบุคลากรของกรุงเทพมหานคร ที่มีประสบการณ์ในการนำทีมฟุตบอลเข้าร่วมแข่งขัน และสร้างผลงานคว้าแชมป์มาแล้วในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังมีนักกายภาพบำบัด 1 คน ซึ่งช่วยเหลือผู้ฝึกสอนในด้านเทคนิคกีฬา และดูแลความปลอดภัย และสุขภาพของนักกีฬา ร่วมคณะเดินทางไปด้วย

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การแข่งขันกีฬาเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งในการพัฒนาคนให้เป็นผู้มีคุณธรรม ซึ่งต้องปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นเด็ก การส่งเสริมให้นักเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ มีส่วนร่วมในการแข่งขันกีฬา มีความซื่อสัตย์ มีน้ำใจ อดทน รวมทั้งได้สร้างสัมพันธ์อันดีกับเพื่อนๆ นักกีฬา จากนานาชาติที่เข้าร่วมการแข่งขัน และเป็นโอกาสที่ดี ที่นักเรียนกรุงเทพมหานครนำวัฒนธรรมอันดีงามของไทยไปเผยแพร่ให้นานาชาติได้รู้จัก การแข่งขันในทุกครั้งที่ผ่านมา นักฟุตบอลของกรุงเทพมหานครได้สร้างชื่อเสียงให้แก่กรุงเทพมหานคร ด้วยการคว้าถ้วยรางวัลชนะเลิศได้หลายครั้ง ซึ่งผลสำเร็จย่อมเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นตั้งใจของตัวนักกีฬาเอง รวมทั้งการฝึกสอนเทคนิคต่างๆ จากผู้ฝึกสอน การดูแลเอาใจใส่จากผู้จัดการทีมและผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งตนเองมีความยินดีที่จะส่งเสริมสนับสนุนด้านกีฬาทุกประเภทให้นักเรียนของกรุงเทพมหานครได้ประสบความสำเร็จในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับนานาชาติ มีความมุ่งมั่นที่จะต่อยอดในการส่งเสริมนักกีฬาให้ก้าวสู่เส้นทางอาชีพต่อไปในอนาคต

กรุงเทพมหานครจึงขอเชิญชวนคนไทยทุกท่านร่วมส่งแรงเชียร์ และกำลังใจ ให้นักกีฬาของกรุงเทพมหานคร สามารถนำชัยชนะกลับสู่ประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กรุงเทพมหานครและประเทศไทย ให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ

----------------- (ชลธิชา...กปส. รายงาน)


แก้ไขล่าสุด (วันศุกร์ที่ 23 มิถุนายน 2017 เวลา 16:24 น.)

 

ประชุมเชิงปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ประจำปี 2560 ติวเข้มเจ้าหน้าที่ ลดความสูญเสียจากเหตุสาธารณภัย

(22 มิ.ย. 60) เวลา 09.00 น.  นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ประจำปี 2560 หัวข้อเรื่อง การบัญชาการทางการแพทย์ฉุกเฉินในเหตุสาธารณภัยและภัยพิบัติ  ให้แก่ข้าราชการและบุคลากรกรุงเทพมหานคร รวมทั้งบุคคลภายนอกที่ปฏิบัติงานในเครือข่ายระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร จำนวน 100 คน ซึ่งการประชุมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 - 23 มิถุนายน 2560 ณ ห้องประชุมเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ และห้องประชุมพี เอ ไนติงเกล อาคารอนุสรณ์ 100 ปี โรงพยาบาลกลาง โดยมีแพทย์หญิงวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัดกรุงเทพมหานคร นายสมชาย จึงมีโชค รองผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กทม. ผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่สำนักการแพทย์ กทม. และผู้เข้าประชุม จำนวน 100 คน ร่วมพิธีเปิด ณ ห้องประชุมเทเวศรวงศ์วิวัฒน์ อาคารอนุสรณ์ 100 ปี โรงพยาบาลกลาง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบัน พื้นที่กรุงเทพฯ ได้เกิดเหตุสาธารณภัยขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ เหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ เหตุเครื่องยนต์เรือโดยสารสาธารณะระเบิดที่ท่าเรือวัดเทพลีลา และเหตุถังเพลิงระบบไพโรเจนรั่วไหลที่อาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ เป็นต้น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสาเหตุสาธารณภัยที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเขตกรุงเทพฯ ทั้งสิ้น สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ในฐานะที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้านการแพทย์ ได้มีนโยบายพัฒนาการให้ความช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินในเหตุการณ์สาธารณภัยให้มีคุณภาพและมาตรฐาน ทั้งด้านการเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็น ตลอดจนสร้างความรู้ความเข้าใจในระบบบริหารจัดการเมื่อเกิดเหตุสาธารณภัย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถบรรเทาและลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ อีกทั้งบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ในระบบบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติการทางการแพทย์ฉุกเฉินเป็นอย่างดี เพื่อให้สามารถเป็นที่พึ่งให้กับผู้ประสบเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงที่มีประชากรอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นศูนย์กลางการค้าขาย การศึกษา และการคมนาคม ที่มีความเจริญในทุกๆ ด้าน เมื่อมีคนมาอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก ทำให้จำเป็นต้องมีหน่วยงานคอยดูแลให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ตัวอย่างเช่น ไฟไหม้ รถแก๊สระเบิด ตึกถล่ม ตลอดจนน้ำท่วม เป็นต้น ซึ่งเหตุต่างๆ ที่ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ และต้องการความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วนั้น กรุงเทพมหานคร โดยศูนย์บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินหรือศูนย์เอราวัณ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องดังกล่าว จึงได้จัดการประชุมฯ ครั้งนี้ขึ้น เพื่อพัฒนาระบบการช่วยเหลือให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มีความต้องการให้ประชาชนกรุงเทพฯ อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข และมีความปลอดภัยในชีวิต

............................................(อิทธิพล...กปส.รายงาน)


แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน 2017 เวลา 16:21 น.)

 

เพิ่มท่อคู่ 1.20 ม. คูน้ำพุทธมณฑลสาย1 รับน้ำหน้าศาลตลิ่งชันลงคลองบัว


(21 มิ.ย. 60) เวลา 11.00 น. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจติดตามการวางท่อระบายน้ำบริเวณคูน้ำพุทธมณฑลสาย 1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำบริเวณหน้าศาลตลิ่งชัน ถนนเลียบทางรถไฟสายใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เฝ้าระวังปัญหาน้ำเร่งระบายของกรุงเทพมหานคร โดยมีคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้แทนจากสำนักการระบายน้ำ สำนักงานเขตตลิ่งชัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่

กรุงเทพมหานคร โดยสำนักการระบายน้ำ ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการระบายน้ำบริเวณหน้าศาลตลิ่งชัน ถนนเลียบทางรถไฟสายใต้ จนถึงถนนพุทธมณฑลสาย 1 เขตตลิ่งชัน ซึ่งที่ผ่านมาสำนักการระบายน้ำได้ดำเนินการวางท่อระบายน้ำบริเวณหน้าศาลตลิ่งชัน ขนาด 1.20 เมตร ความยาว 440 เมตร และดำเนินการเชื่อมท่อในบริเวณดังกล่าวแล้ว พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำดีเซล ขนาดกำลังสูบ 0.5 ลบ.ม./วินาที จำนวน 2 เครื่อง บริเวณถนนพุทธมณฑลสาย 1 เพื่อดึงน้ำจากบริเวณหน้าศาลตลิ่งชัน ลงสู่คูน้ำบริเวณถนนพุทธมณฑลสาย 1 ให้เร็วขึ้น โดยขณะนี้สำนักการระบายน้ำอยู่ระหว่างดำเนินการเปลี่ยนท่อระบายน้ำคูน้ำบริเวณถนนพุทธมณฑลสาย 1 จากเดิมมีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 0.80 เมตร จำนวน 1 ท่อ เป็นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.20 เมตร จำนวน 2 ท่อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับน้ำบริเวณหน้าศาลตลิ่งชัน ระบายลงสู่คลองบัว และคลองมหาสวัสดิ์ ให้เร็วยิ่งขึ้น ช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาการระบายน้ำบริเวณหน้าศาลตลิ่งชัน บรรเทาความเดือดร้อนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้ใช้ทางสัญจรในเส้นทางดังกล่าว

----------------- (จิรัฐคม...กปส. รายงาน)


แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน 2017 เวลา 16:23 น.)

 

กทม. เดินหน้าโครงการบำบัดน้ำเสียธนบุรี เล็งใช้ที่ดินริมคลองวัดไชยทิศเขตบางกอกน้อย

(21 มิ.ย. 60) เวลา 09.30 น. นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่โครงการก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียธนบุรี โดยมีนางสุทธิมล เกษสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ นายประชา พัฒนรัฐ ผู้อำนวยการเขตบางกอกน้อย คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่สำนักการระบายน้ำ สำนักงานเขตบางกอกน้อย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปโครงการ ณ บริเวณริมคลองวัดไชยทิศ ถนนเลียบทางรถไฟสายใต้ เขตบางกอกน้อย

กรุงเทพมหานคร โดยสำนักการระบายน้ำได้ดำเนินโครงการบำบัดน้ำเสียธนบุรี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสียในพื้นที่กรุงเทพมหานครในอนาคต รวมทั้งฟื้นฟูคุณภาพน้ำในคลองต่างๆ เช่น คลองบางกอกน้อย คลองบางกอกใหญ่ และคลองชักพระ ตลอดจนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียครอบคลุมพื้นที่ 4 เขต ได้แก่ เขตบางกอกน้อย เขตบางกอกใหญ่ เขตบางพลัด และพื้นที่บางส่วนในเขตตลิ่งชัน รวมพื้นที่ประมาณ 36.44 ตารางกิโลเมตร ความสามารถในการบำบัดน้ำเสีย 160,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยได้ดำเนินการว่าจ้างที่ปรึกษา บริษัท โปรเกรส เทคโนโลยี คอนซัลแท็นส์ เพื่อศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดระบบรวบรวมน้ำเสียและระบบบำบัดน้ำเสียธนบุรี พร้อมทั้งออกแบบสวนสาธารณะในพื้นที่ก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียให้ใช้ประโยชน์ร่วมกันบนพื้นที่ก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียขนาด 5 ไร่ 3 งาน 54 ตารางวา ซึ่งกรุงเทพมหานครได้รับอนุญาตจากกรมธนารักษ์ให้ใช้ที่ดินราชพัสดุ บริเวณริมคลองวัดไชยทิศ ถนนเลียบทางรถไฟสายใต้ เขตบางกอกน้อย เพื่อก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียในโครงการบำบัดน้ำเสียธนบุรีและจัดสร้างสวนสาธารณะ นอกจากนี้สำนักการระบายน้ำได้ประสานกับการรถไฟแห่งประเทศไทย ในการก่อสร้างถนนทางเข้าออกโครงการบำบัดน้ำเสียธนบุรี ขนาดความกว้างประมาณ 10 เมตร โดยเริ่มจากถนนจรัญสนิทวงศ์ถึงคลองวัดไชยทิศ ความยาวประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งในอนาคตเมื่อมีการพัฒนาโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช ถนนที่ขออนุญาตดังกล่าวจะอยู่ในแนวเส้นทางโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง

ทั้งนี้ หากโครงการบำบัดน้ำเสียธนบุรีแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานคร อีกทั้งประชาชนในพื้นที่เขตบางกอกน้อย เขตบางกอกใหญ่ เขตบางพลัด และเขตตลิ่งชัน ที่มีบ้านพักอาศัยอยู่ติดริมคลอง จะมีสภาพแวดล้อมและสุขอนามัยที่ดี เนื่องจากน้ำเสียจะถูกรวบรวมไปบำบัดอย่างถูกวิธี น้ำที่ผ่านการบำบัดส่วนหนึ่งจะนำมาปล่อยลงสู่คูคลองเพื่อให้การไหลเวียนของน้ำดีขึ้น รวมทั้งจะมีพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่สำหรับใช้พักผ่อนหย่อนใจ เป็นสถานที่ออกกำลังกาย เป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชนและประชาชนผู้สนใจเกี่ยวกับการจัดการน้ำเสีย และการนำน้ำที่ผ่านการบำบัดมาใช้ประโยชน์ใหม่ ตลอดจนเป็นการใช้พื้นที่ที่มีอยู่จำกัดอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย

----------------- (จิรัฐคม...กปส. รายงาน)


 

ผู้ว่าฯ อัศวินแนะนำประชาชนติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำท่วมขังก่อนออกจากบ้าน

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เข้าสู่ฤดูฝนเมื่อเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา กรุงเทพมหานครมีฝนตกหนักถึงหนักมากจำนวนกว่า 100 มม. และมีฝนตกชุกหนาแน่นในหลายพื้นที่ โดยมีปริมาณฝนสะสมที่ตกเฉพาะในเดือน พ.ค. มากถึง 504 มม. ซึ่งสูงกว่าค่าปกติมากกว่า 2 เท่าตัว ส่วนในสัปดาห์นี้ ในช่วงวันที่ 22-25 มิ.ย. จะมีฝนตกร้อยละ 60 ของพื้นที่ในช่วงบ่ายถึงค่ำและตกหนักในบางแห่ง และจะยังคงมีฝนตกต่อเนื่องไปจนถึงประมาณเดือน ต.ค.

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครมีความห่วงใยต่อประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบในด้านต่างๆ จากสภาพอากาศดังกล่าว เช่น น้ำท่วมขัง และการจราจรติดขัด จนอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ ตลอดจนเกิดสภาวะความเครียดได้ จึงจัดให้มีการแจ้งเตือนประชาชนให้รับทราบสถานการณ์ฝนล่วงหน้า โดยระบบเรดาห์ตรวจจับกลุ่มฝนของกรุงเทพมหานครสามารถแจ้งเตือนกลุ่มฝนที่เคลื่อนตัวเข้ามาจากพื้นที่รอบนอกได้ล่วงหน้าอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง

ส่วนกรณีน้ำท่วมขังนั้น กรุงเทพมหานครจะแจ้งเตือนทันทีเมื่อน้ำท่วมขังในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถหลีกเลี่ยงเส้นทางและวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้ รวมทั้งจะมีการรายงานความคืบหน้าของสถานการณ์น้ำท่วมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะแก้ไขปัญหาเสร็จสิ้น

อนึ่ง กรุงเทพมหานครได้จัดเตรียมช่องทางในการแจ้งเตือนและรายงานสถานการณ์ที่มีความหลากหลาย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้สามารถติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำท่วมขังได้ทันต่อเหตุการณ์ ดังนี้ 1. Line@ “ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม@bkk_best” 2. Facebook : “ศูนย์ป้องกันน้ำท่วม@bkk_best” 3. Twitter : @bkk_best 4. เว็บไซต์สำนักการระบายน้ำ dds.bangkok.go.th 5. Application : BMA Traffic ซึ่งจะแจ้งเตือนว่าถนนเส้นใดบ้างที่ยังมีน้ำท่วมขัง และสามารถสัญจรผ่านได้หรือไม่ 6. ศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม โทร. 0 2248 5115 ซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ยังสามารถติดตามได้จากสถานีวิทยุและช่องทางสังคมออนไลน์ของสถานี อาทิ สถานีวิทยุ สวพ.91 สถานีวิทยุ จส.100 สถานีวิทยุ TRS 99.5 และสถานีวิทยุชุมชนต่างๆ รวมถึงติดตามข้อความตัววิ่ง และการรายงานข่าวของทางสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ซึ่งให้ความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครในการรายงานข่าวและสถานการณ์ฝนให้ประชาชนทราบอีกด้วย

----------------- (กมลพร...กปส. รายงาน)


 

"ผู้ว่าฯอัศวิน"ปลื้ม นร.กทม. เก่งไม่เป็นรองใคร ผ่านด่านหินได้ร่วมงานลูกเสือที่สหรัฐฯ

(21 มิ.ย.60) เวลา 15.45 น. ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร : พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร  มอบโอวาทแก่ ด.ญ.ประภาภัทร ยิ้มน้อย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (โครงการห้องเรียนสองภาษา) โรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์ เขตจตุจักร ในโอกาสได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือนานาชาติ (2017 National Scout Jamboree) ระหว่างวันที่ 17-30 กรกฎาคม 2560 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมี นางวรรณวิไล พรหมลักขโณ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายศุภพงษ์ กฤษณพันธุ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวปราณี สัตยประกอบ นายจรูญ มีธนาถาวร รองปลัดกรุงเทพมหานคร นางชนัญยา จาดชนบท ผู้อำนวยการสำนักการศึกษา และนางทรายทอง ตรีสัตยกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมประชานิเวศน์  ร่วมแสดงความยินดี

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจของกรุงเทพมหานคร ที่นักเรียนในสังกัดฯ ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือโลก และเป็นที่น่าปลาบปลื้มใจมากยิ่งขึ้น เมื่อ ด.ญ.ประภาภัทร ยิ้มน้อย หรือ "น้องแบม" เป็นผลผลิตของ กทม.โดยแท้ เพราะทั้งพ่อแม่ของน้องเป็นบุคลากรของกทม. ด้วยกันทั้งคู่ การที่น้องแบมได้รับการคัดเลือกครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกของนักเรียน กทม.ที่มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว และเมื่อมีการเริ่มต้นแล้ว  ตนเชื่อว่าก็จะนำไปสู่โอกาสที่ดีของนักเรียนกทม.คนอื่นๆ ต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ ขอให้น้องแบมตั้งใจเรียนรู้ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด นอกจากนี้ ทราบมาว่าน้องแบมอยากเป็นคุณครู ดังนั้น กทม.ก็จะพยายามสนับสนุนอย่างเต็มที่เพื่อสร้างเด็กที่มีความสามารถคนนี้ให้กลายแม่พิมพ์ที่ดีของชาติในอนาคต  รวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียน กทม.คนอื่นๆ ด้วย

สำหรับ ด.ญ.ประภาภัทร  ยิ้มน้อย หรือ น้องแบม เป็นบุตรของบุคลากรกรุงเทพมหานคร โดยบิดาเป็นพนักงานขับรถยนต์ และมารดาเป็นพนักงานกวาด สังกัดสำนักงานเขตจตุจักร ทั้งนี้ ก่อนที่น้องแบมจะได้รับคัดเลือกจากสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจการนักเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้เข้าร่วมงานชุมนุมลูกเสือนานาชาติ (2017 National Scout Jamboree) ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา นั้น ต้องแข่งขันกับนักเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศเกือบ 300 คน โดยแบ่งการคัดเลือกออกเป็น 3 รอบ  คือ รอบแรกทดสอบทักษะภาษาอังกฤษ รอบสองทดสอบทักษะลูกเสือ และรอบสามทดสอบทักษะชาวค่าย ซึ่งน้องแบมเป็นนักเรียนสังกัด กทม.เพียงคนเดียวที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปร่วมงานชุมนุมฯ พร้อมกับเพื่อนนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศที่ผ่านการคัดเลือกด้วยเช่นกันอีก 35 คน โดยน้องแบมจะเข้าอบรมเตรียมความพร้อม ระหว่างวันที่ 15-17 กรกฎาคม 2560 ณ ศูนย์พัฒนาบุคลากรทางการลูกเสือ ยุวกาชาด และกิจกรรมเยาวชน “กฐิน กุยยกานนท์” อ.เมือง จ.สมุทรปราการ  ก่อนเดินทางไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือนานาชาติ ระหว่างวันที่ 17-30 กรกฎาคม 2560 ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะมีนักเรียนจากทั่วโลก จำนวนกว่า 60,000 คน เข้าร่วมงานชุมนุมในครั้งนี้

------------------------------

(ภวนพร...กปส.รายงาน)


แก้ไขล่าสุด (วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน 2017 เวลา 09:38 น.)

 

ผู้ว่าฯ อัศวิน ตรวจโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อ จากคลองลาดพร้าวถึงแม่น้ำเจ้าพระยา คื

    (21 มิ.ย. 60) เวลา 10.00 น. ณ บริเวณสถานที่ก่อสร้างสถานีสูบน้ำเกียกกาย ถนนประชาราษฎร์ สาย 1        เขตบางซื่อ : พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ตรวจงานก่อสร้างโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อ จากคลองลาดพร้าวถึงแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างอุโมงค์ฯ        ซึ่งขณะนี้มีความก้าวหน้า 87.70 % และมีกำหนดจะทำการทดสอบเดินเครื่องสูบน้ำในวันที่ 1 ส.ค. 60 โดยมี นายอรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวตรีดาว อภัยวงศ์ โฆษกกรุงเทพมหานครและที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร คณะผู้บริหารสำนักการระบายน้ำ คณะผู้บริหารเขตบางซื่อ และผู้บริหารบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด(มหาชน) ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปโครงการก่อสร้าง

    ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า วันนี้ได้มาตรวจเยี่ยมในทุกจุดของการก่อสร้างโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อ จากคลองลาดพร้าวถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งตามสัญญาการก่อสร้างโครงการดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 11 ก.ย.60 โดยวันนี้ได้มาหารือร่วมกับบริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับจ้างเพื่อหาแนวทางเร่งรัดให้การก่อสร้างแล้วเสร็จเร็วกว่ากำหนด ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค. 60 นี้ โดยประมาณกลางเดือน ก.ค.60 เมื่อการก่อสร้างสถานีสูบน้ำแห่งนี้ทุกอย่างแล้วเสร็จก็จะทดลองเดินเครื่องสูบน้ำและห้องควบคุมเพื่อทดสอบระบบไฟฟ้า และประมาณต้นเดือน ส.ค.60 จะทดสอบอุโมงค์ทั้งระบบ ประกอบด้วย สถานีสูบน้ำขนาด 60 ลบ.ม./วินาทีพร้อมระบบเครื่องกลและไฟฟ้า อาคารรับน้ำ 3 แห่ง 1.บริเวณถนนรัชดาภิเษก 2.ถนนวิภาวดี และ3.ถนนกำแพงเพชร และอาคารสํานักงานจํานวน 1 แห่ง ซึ่งหากไม่มีปัญหาอะไร กลางเดือน ส.ค. 60 อุโมงค์แห่งนี้ก็จะสามารถเปิดใช้งานได้เต็มระบบ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประมาณ 56 ตารางกิโลเมตรที่อุโมงค์แห่งนี้ครอบคลุมอยู่ รวมทั้งป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในฤดูฝนช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.ปีนี้

    สำหรับโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำใต้คลองบางซื่อ จากคลองลาดพร้าวถึงแม่น้ำเจ้าพระยา เริ่มจากบริเวณถนนรัชดาภิเษก ลอดใต้คลองบางซื่อไปออกแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเกียกกาย ซึ่งจะมีพื้นที่ที่จะได้รับประโยชน์ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 56 ตารางกิโลเมตร ได้แก่ พื้นที่เขตดุสิต บางซื่อ พญาไท จตุจักร ดินแดง และห้วยขวาง โดยจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมเนื่องจากฝนตกได้ครอบคลุมบริเวณถนนสายสำคัญทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นจุดอ่อนน้ำท่วม ดังนี้      ถนนพหลโยธิน ช่วงจากสี่แยกสะพานควายถึงห้าแยกลาดพร้าว ถนนวิภาวดีรังสิต ช่วงจากสี่แยกสุทธิสารถึงห้าแยกลาดพร้าว ถนนรัชดาภิเษก ช่วงจากสี่แยกรัชโยธินถึงคลองบางซื่อ ถนนลาดพร้าว ช่วงจากสี่แยกรัชดาลาดพร้าวถึงคลองบางซื่อ ถนนกำแพงเพชร ช่วงจากใต้ทางด่วนศรีรัชถึงตลาดนัดสวนจตุจักร และถนนสามเสน ช่วงจากคลองบางกระบือถึงสี่แยกเกียกกาย อีกทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในคลองบางซื่อบริเวณคอขวด ช่วงถนนพหลโยธิน ถึงถนนวิภาวดีรังสิต รวมทั้งรองรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นในคลองบางซื่อ เนื่องจากต้องรับน้ำจากโครงการบำบัดน้ำเสียระยะที่ 4 ปริมาณ 150,000 ลูกบาศก์เมตร/วัน และสามารถรองรับปริมาณน้ำฝนได้ไม่น้อยกว่า 60 มิลลิเมตร/ชั่วโมง โดยอุโมงค์มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5.0 เมตร ยาวประมาณ 6,400 เมตร ก่อสร้างสถานีสูบน้ำตอนปลายอุโมงค์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กำลังสูบ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ช่วยลำเลียงน้ำจากพื้นที่เขตต่าง ๆ ข้างต้น ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาโดยตรง เป็นการลดระยะเวลาการเดินทางของน้ำและระบายน้ำได้เร็วขึ้น

------------------------      (อรรจน์ชญาณ์...กปส. รายงาน)

 

 


 
AD_BMA


















จดหมายข่าวรัฐบาล เพื่อประชาชน

สำรวจการรับรู้ของประชาชน 1
ท่านทราบเกี่ยวกับการดำเนินโครงการปลูกป่าชายเลนทะเลกรุงเทพฯ สานต่อภารกิจ “ปลูกป่าในใจคน ตามศาสตร์พระราชา” ของกรุงเทพมหานครหรือไม่
 
สำรวจการรับรู้ของประชาชน 2
ท่านทราบเกี่ยวกับการดำเนินโครงการร่วมกันฟื้นฟูคลองลาดพร้าว เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของกรุงเทพมหานครหรือไม่
 
สำรวจการรับรู้ของประชาชน 3
ท่านทราบเกี่ยวกับการดำเนินโครงการหอสมุดเมืองกรุงเทพมหานคร (Bangkok City Library) หรือไม่
 
สำรวจการรับรู้ของประชาชน 4
ท่านรับทราบเกี่ยวกับการดำเนินโครงการ Big Cleaning กรุงเทพฯ เมืองสะอาด ของกรุงเทพมหานครหรือไม่
 
สำรวจการรับรู้ของประชาชน 5
ท่านรับทราบเกี่ยวกับการดำเนินโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพมหานครหรือไม่
 
11