foto1
foto1
foto1
foto1
foto1
.

.

จำนวนผู้เข้าชม ต้งแต่ 27 มิ.ย.60

3017581
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนที่แล้ว
รวม
289
12024
12313
2911403
411663
503863
3017581

Your IP: 54.167.83.233
2018-02-26 00:33

Facebook กองประชาสัมพันธ์

Twitter กองประชาสัมพันธ์

โครงการแลกเปลี่ยนเยาวชน 2561

ค้นหา

 
(2 ก.พ. 61) นายทวีศักดิ์ เลิศประพันธ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกรุงเทพมหานครอย่างครบวงจร เพื่อขับเคลื่อนแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2561 – 2564) สู่การปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยมี นายสมพงษ์ เวียงแก้ว รองปลัดกรุงเทพมหานคร นายขจิต ชูปัญญา คณะอนุกรรมการด้านผู้สูงอายุ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นายอภิชัย จันทรเสน รองประธานอนุกรรมการติดตามสิทธิผู้สูงอายุ ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ศ.ศศิพัฒน์ ยอดเพชร ศาสตราจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการ ผู้แทนกรรมการ อาทิ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักอนามัย สำนักการแพทย์ สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม ชั้น 8 อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 เขตดินแดง 
 
 
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า กรุงเทพมหานครได้จัดทำแผนพัฒนาคุณคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุกรุงเทพมหานคร ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2561 – 2564) เสร็จเรียบร้อยแล้ว สำหรับวันนี้เป็นการประชุมเพื่อหารือแนวทางขับเคลื่อนแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุฯ ดังกล่าว ไปสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ปัจจัยสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจหลักๆ 3 เรื่อง คือ 1.ด้านการส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ 2.ด้านระบบคุ้มครองทางสังคมของผู้สูงอายุ และ 3.ด้านการเตรียมความพร้อมของประชากรกรุงเทพมหานครทุกช่วงวัยเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ ซึ่งการขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้คณะกรรมการระดับเขตพื้นที่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนแผนฉบับนี้ จึงได้เพิ่มประธานกลุ่มเขตมาเป็นกรรมการในคณะกรรมการชุดนี้ด้วย 
 
ขณะนี้กรุงเทพมหานครกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ปัจจุบันผู้สูงอายุในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีประมาณ 1 ล้านคน และพบว่า 1 ใน 3 ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมดมีรายได้ต่ำกว่าเส้นยากจน ผู้สูงอายุประมาณ 50,000 คน อยู่ในภาวะพึ่งพิงตนเองไม่ได้ และ 60,000 – 70,000 คน ที่เป็นโรคสมองเสื่อม สิ่งสำคัญคือคณะกรรมการแต่ละเขตต้องขับเคลื่อนแผนให้ได้ อีกประมาณ 7 – 8 ปีข้างหน้าจำนวนผู้สูงอายุจะมีประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมด และใน 20 ปีข้างหน้าจำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นเป็น 30% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมาก ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมรองรับในการดูแลผู้สูงอายุที่จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามการขับเคลื่อนแผนฯ ใน 5 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเตรียมความพร้อมทุกช่วงวัยเพื่อวัยผู้สูงอายุ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ ยุทธศาสตร์ที่ 3 ระบบคุ้มครองสำหรับผู้สูงอายุ ยุทธศาสตร์ที่ 4 การบริหารจัดการแบบบูรณาการเพื่อพัฒนางานด้านผู้สูงอายุ และยุทธศาสตร์ 5 การส่งเสริมและการพัฒนาการวิจัย ระบบข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรม และการติดตามประเมินผล 
 
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวต่อว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมี Care Giver (ผู้ดูแลผู้สูงอายุ) ประมาณ 1,800 คน และภายในปี 61 จะมีเพิ่มอีก 1,200 คน รวมเป็น 3,000 คน ซึ่ง Care Giver ถือเป็นบุคคลสำคัญที่จะช่วยให้การดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่บ้านได้ผลดียิ่งขึ้น นอกจากนี้กรุงเทพมหานครยังได้ปรับปรุงศูนย์เยาวชนต่างๆ ให้เป็นศูนย์ 3 วัย เพื่อเป็นเพิ่มศักยภาพและเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยสามารถเข้าไปใช้บริการที่ศูนย์ 3 วัยได้ทั้งหมด ทั้งนี้ ในปี 60 กรุงเทพมหานครมีศูนย์ 3 วัย 9 แห่ง ยังไม่ครอบคลุม 50 เขต ซึ่งเขตไหนที่ไม่มีศูนย์เยาวชนก็ให้ใช้ลานกีฬา หรือศาลาประชาคมในพื้นที่จัดทำเป็นศูนย์ 3 วัย ให้ประชาชนสามารถทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายได้ ขณะนี้ตั้งเป้าภายใน 200 วันดำเนินการให้ได้ 41 แห่ง และในปี 61 จะต้องมีศูนย์ 3 วัย ครบทั้ง 50 เขต ซึ่งในศูนย์ 3 วัย จะมีกิจกรรมและการออกกำลังกายที่หลากหลาย เช่น ออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ สอนร้องเพลง ฝึกอาชีพ เรียนภาษาจีน - อังกฤษ และการตรวจคัดกรองสุขภาพฟรี ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย “ทำจริง เห็นผลจริง” ของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 
 
    --------------------------------  (พัทธนันท์...กปส. รายงาน)
 
Pin It
e-max.it: your social media marketing partner